
[#สรุปหนังสือ] 12 Rules for Life : An Antidote to Chaos (2018)
by Jordan B. Peterson
“If we each live properly, we will collectively flourish.”
ตลอดประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติในทุกยุคทุกสมัย การดำเนินชีวิตและความสุขของมนุษย์ล้วนขึ้นอยู่กับความสมดุลระหว่าง “ความเป็นระเบียบ (order)” และ ”ความโกลาหล (chaos)” ที่มักนำพาให้มนุษย์จับตัวกันเป็นกลุ่มก้อนทางความเชื่อที่ก็มักสร้างความเป็นระเบียบภายในสังคมที่มีความเชื่อเดียวกัน แต่ก็มักนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างสังคมที่มีชุดความเชื่อที่แตกต่างกันจนเกิดเป็นความโกลาหลที่ทำลายความเป็นระเบียบไปจนกระทั่งฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดพ่ายแพ้ลง
จนกระทั่งในช่วงเวลาปัจจุบัน วิวัฒนาการของสังคมมนุษย์ในโลกยุคสมัยใหม่นั้นเริ่มทำให้ความเชื่อที่แตกต่างกันของมนุษย์แต่ละกลุ่มก้อนนั้นลดน้อยลงเรื่อยๆ ซึ่งนั่นก็ทำให้โลกมนุษย์มีความขัดแย้งที่น้อยลงมากกว่าสมัยก่อน แต่การไร้ซึ่งความเชื่อส่วนรวมก็มักนำไปสู่การไร้ซึ่งความหมายของชีวิตและความโกลาหลภายในจิตใจของมนุษย์แต่ละคนที่พร้อมจะปะทุหรือกระโจนเข้าหาความเชื่อใหม่ๆที่อาจจะนำไปสู่ความหายนะก็เป็นได้
12 Rules for Life คือ หนังสือระดับ bestseller ของ Jordan B. Peterson นักปรัชญาและศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัย University of Toronto ที่ว่าด้วยกฎของการใช้ชีวิตที่ดีทั้งหมด 12 ข้อของมนุษย์แต่ละคนที่เขาเชื่อว่าจะสามารถเติมช่องว่างให้กับคุณค่าและความหมายของชีวิตของผู้คนแต่ละคนในยุคสมัยใหม่ โดยหากมนุษย์ทุกคนต่างเลือกใช้ชีวิตตามกฎทางจริยธรรมที่ทุกคนยึดมั่นร่วมกันได้แล้ว สังคมของมนุษย์และโลกก็จะมีความเป็นระเบียบอันไร้ซึ่งความโกลาหลที่เกิดจากทั้งภายในจิตใจและความขัดแย้งระหว่างชุดความเชื่อที่แตกต่างกัน
ขอเชิญทุกท่านที่ต้องการหาหลักยึดในการใช้ชีวิตและผู้ที่สนใจศาสตร์เชิงปรัชญาและจิตวิทยาอ่านสรุปหนังสือ 12 Rules of Life ที่ถือเป็นหนึ่งในหนังสือแห่งศตวรรษเล่มนี้เพื่อบรรเทาความโกลาหลของชีวิตกันได้เลยครับ แต่ขอโน๊ตไว้ก่อนเลยว่าเนื้อหาจริงของหนังสือเล่มนี้แน่นมากๆ ผมสรุปมาแบบอย่างย่อเท่านั้นนะครับ

ผู้เขียน Jordan B. Peterson (source: medium)
Rule 1 | Stand Up Straight with Your Shoulders Back
หนึ่งในกลไกของธรรมชาติที่มีอยู่มาอย่างยาวนานกว่าแม้กระทั่งสปีชีส์ของมนุษย์ก็คือ “กลไกของพลังอำนาจ” ที่สิ่งมีชีวิตที่มีอำนาจเหนือกว่า (dominance) มักจะมีความมั่นใจและพลังงานที่นำไปสู่ชีวิตที่ดีกว่าสิ่งมีชีวิตที่พ่ายแพ้ต่ออำนาจเหล่านั้น ยกตัวอย่างเช่น สัตว์ที่อาศัยอยู่บนโลกมายาวนานกว่า 350 ล้านปีอย่าง “ล็อบสเตอร์” ที่มีกลไกของระบบโครงสร้างอำนาจอย่างชัดเจน เมื่อล็อบสเตอร์เพศผู้ที่สามารถสู้เอาชนะล็อบสเตอร์ตัวอื่นนั้นจะมีฮอร์โมน serotonin ที่หลั่งสูงขึ้นและทำให้พวกมันมีความมั่นใจและพลังงานซึ่งก็ส่งผ่านไปที่ท่าทางการวางก้ามของพวกมันที่สามารถข่มขู่ให้ล็อบสเตอร์ผู้ด้อยกว่าหวาดกลัวและดึงดูดให้ล็อบสเตอร์เพศเมียเลือกมาผสมพันธุ์ด้วย ซึ่งฮอร์โมน serotonin นั้นก็ทำงานในลักษณะเดียวกันในมนุษย์ที่ผู้มีปริมาณฮอร์โมน serotonin ที่มากจะมีความมั่นใจและพลังงานบวกที่มากกว่าซึ่งก็มักสะท้อนไปที่การวางตัวและบุคลิกภาพ ในขณะที่การมีฮอร์โมน serotonin ที่น้อยเกินจะทำให้มนุษย์ห่อเหี้ยวและซึมเศร้าไม่แตกต่างจากเหล่าล็อบสเตอร์ที่พ่ายแพ้ไปในการต่อสู้จนต้องยอมรับชะตากรรมในฐานะผู้มีอำนาจที่น้อยกว่าและยอมจำนนเป็นชนชั้นล่างของห่วงโซ่อำนาจ โดยกลไกของความรู้สึกมั่นใจและความรู้สึกพ่ายแพ้นั้นก็มักก่อให้เกิดวงจร feedback loop ที่ผู้ที่มั่นใจก็จะยิ่งมั่นใจและประสบความสำเร็จไปเรื่อยๆ ส่วนผู้ที่รู้สึกห่อเหี่ยวก็จะยิ่งตกเป็นที่เหยียบย่ำในสังคมให้ต่ำตมลงไปเรื่อยๆ
กฎของชีวิตข้อแรกของ Jordan B. Peterson ก็คือ “จงยืนขึ้นและยืดหลังให้ตรง” ที่เป็นการส่งสัญญาณให้ร่างกายทำท่าทางบุคลิกเหมือนกับผู้ชนะและส่งสัญญาณไปที่สมองและจิตใจว่าเราจะไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคที่ขวางทางอยู่ข้างหน้าเพื่อสร้าง feedback loop เชิงบวกอย่างต่อเนื่อง โดยมนุษย์ทุกคนควรเรียนรู้ที่จะทำตัวเหมือนกับล็อบสเตอร์ผู้ชนะที่มีท่าทางที่มั่นใจจนล็อบสเตอร์ตัวอื่นๆต้องเกรงใจเพื่อเสริมความมั่นใจและสัญลักษณ์ของการมีอำนาจให้กับตัวเอง โดยเฉพาะเหล่าผู้ที่รู้สึกกำลังพ่ายแพ้อยู่ยิ่งต้องเลิกทำท่าทางที่ห่อเหี่ยวและเปลี่ยนบุคลิกมายืนขึ้นและยืดหลังให้ตรงเพื่อส่งสัญญาณไปสู่สังคมรอบข้างว่าพร้อมแล้วที่จะเผชิญหน้ากับโลกด้วยความมั่นใจและส่งสัญญาณถึงบุคคลที่เคยเหยียบย่ำว่าจะไม่ยอมให้เป็นแบบนั้นอีกต่อไป
Rule 2 | Treat Yourself like Someone You are Responsible for Helping
สาเหตุใดที่ทำให้มนุษย์จำนวนมากไม่ยอมรักษาตัวเองและกินยาตามคำสั่งแพทย์ในยามป่วยไข้ แต่มนุษย์กลุ่มเดียวกันกลับทำหน้าที่ดูแลสมาชิกในครอบครัวหรือสัตว์เลี้ยงของพวกเขาเป็นอย่างดีเวลาเจ็บป่วย ? ผู้เขียน Jordan B. Peterson ได้นำเสนอคำตอบด้วยการพาย้อนกลับไปยังเรื่องราวต้นกำเนิดของมนุษย์อย่าง Adam และ Eve ที่ต่างก็เริ่มต้นการตระหนักรู้ของตัวเองจากการกัดแอปเปิ้ลต้องห้ามในสวน Eden ที่เป็นสัญลักษณ์ถึงความผิดพลาดที่มนุษย์ต้องรับผิดชอบ ซึ่งตลอดระยะเวลาประวัติศาสตร์ของมนุษย์ก่อนยุคสมัยใหม่นั้นก็ล้วนอยู่ในสังคมแห่งความทุกข์ทรมานที่มนุษย์มักยอมรับในความทุกข์ทรมานและข้อบกพร่องของตัวเองจนทำให้มนุษย์รู้สึกไม่คู่ควรกับสิ่งที่ดีและเลือกที่จะเสียสละเพื่อผู้อื่นมากกว่าตนเอง
กฎของชีวิตข้อที่ 2 ของ Jordan B. Peterson ก็คือ “จงดูแลตัวเองให้ดีเทียบเท่ากับการดูแลผู้อื่น” ที่ต้องการจะสื่อให้มนุษย์ทุกคนต้องเริ่มต้นด้วยการรับผิดชอบต่อการดูแลตัวเองให้เป็นสมาชิกที่แข็งแรงและมีคุณภาพในสังคมเสมอโดยไม่ปล่อยให้ตัวเองเป็นภาระต่อผู้อื่น มนุษย์ทุกคนควรนึกถึงสวรรค์ที่ตัวเองอยากเห็นและนรกที่ตัวเองอยากหลีกเลี่ยงและทำการดูแลตัวเองให้ก้าวผ่านความทุกข์ทรมานและเลือกใช้ชีวิตที่มีความหมายเพราะเราทุกคนล้วนมีคุณค่าต่อคนรอบข้างเสมอ จงรักตัวเองไม่แพ้กับเวลาที่พวกเรารักคนในครอบครัวและสัตว์เลี้ยงเพื่อให้พวกเราพร้อมที่จะดูแลพวกเขาเหล่านั้นและสังคมรอบข้างได้ดียิ่งขึ้น
Rule 3 | Make Friends with People who Want the Best for You
ผู้เขียน Jordan B. Peterson ได้พบเจอกับเพื่อนหลากหลายกลุ่มที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเขาและเล็งเห็นได้อย่างชัดเจนว่ากลุ่มเพื่อนที่มีแนวโน้มที่จะทำร้ายตัวเองและคนรอบข้างด้วยการใช้ชีวิตอย่างไร้ความรับผิดชอบต่อตัวเองนั้นมักมีแต่จะตกต่ำลงและดึงให้คนรอบข้างตกต่ำลงไปด้วย ในขณะที่เพื่อนที่มุ่งมั่นตั้งใจในการยกระดับชีวิตของตัวเองก็จะส่งอิทธิพลให้กับคนรอบข้างเพื่อยกระดับชีวิตของพวกเขาให้ดียิ่งขึ้น
กฎของชีวิตข้อที่ 3 ของ Jordan B. Peterson ก็คือ “จงคบเพื่อนที่หวังสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเรา” โดยเขาได้ให้ข้อสังเกตว่าการกระทำในแง่ลบนั้นง่ายและไม่ต้องอาศัยความวิริยะอุตสาหะเท่ากับการกระทำในแง่บวก ดังนั้น เพื่อนที่สามารถยกระดับชีวิตของตัวเองและผู้อื่นได้นั้นคือบุคคลที่ทรงคุณค่าและควรคบหา ในขณะเดียวกัน เพื่อนที่มัวแต่จะพาเราหลงทางไปสู่อบายมุขที่มักเป็นคนที่เลือกทางออกง่ายๆสบายๆในระยะสั้นโดยไม่ยอมลงมือลงแรงรับผิดชอบต่อตัวเองนั้นเป็นบุคคลที่ควรหลีกเลี่ยงก่อนที่พวกเขาจะพาเราจมดิน นอกจากนั้น Jordan B. Peterson ยังให้ความเห็นว่าพวกเราควรต้องเข้าใจปัญหาของคนอื่นก่อนที่จะเข้าไปช่วยเหลือพวกเขา การช่วยเหลือคนที่ทุกข์ทรมานเพราะพวกเขาเลือกที่จะหาทางออกที่ง่ายให้กับชีวิตโดยไร้ความรับผิดชอบนั้นนอกจากจะไม่ได้ผลที่ยั่งยืนแล้วยังอาจดึงฉุดพวกเราให้ร่วงหล่นตามลงไปด้วย
Rule 4 | Compare Yourself to who You were Yesterday, Not to who Someone Else is Today
มนุษย์ในสมัยก่อนมักอาศัยอยู่ในสังคมขนาดเล็กที่ผู้คนแต่ละคนมักจะมีความสามารถด้านใดด้านหนึ่งที่เก่งกว่าคนอื่นและทำให้ชีวิตของคนส่วนใหญ่นั้นรู้สึกมีความหมายจากความสามารถที่โดดเด่นกว่าคนรอบข้างของพวกเขา แต่มนุษย์ในสังคมยุคใหม่ที่อาศัยอยู่ในเมืองขนาดใหญ่และเชื่อมต่อกันทั้งโลกผ่านอินเตอร์เน็ตนั้นกลับต้องเผชิญหน้ากับการเปรียบเทียบที่ทุกๆความสามารถที่โดดเด่นของพวกเรานั้นมักมีคนที่โดดเด่นกว่าอยู่เสมอและทุกๆข้อด้อยของพวกเราก็ยิ่งถูกซ้ำเติม จนทำให้ผู้คนในยุคปัจจุบันมักไม่พึงพอใจกับชีวิตของตัวเองที่ด้อยกว่าผู้อื่น
กฎของชีวิตข้อที่ 4 ของ Jordan B. Peterson ก็คือ “จงเปรียบเทียบตัวเองกับตัวเองในเมื่อวานไม่ใช่กับผู้อื่นในวันนี้” ที่เขาเสนอว่ามนุษย์ทุกคนนั้นมีความแตกต่างกันอย่างเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวและยังมีบริบทและเป้าหมายในชีวิตที่แตกต่างกัน ดังนั้น การเลือกที่จะเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่นนั้นช่างเป็นสิ่งที่มีแต่จะสร้างความทุกข์ใจและไร้ประโยชน์สิ้นดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเรามักเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่นในด้านใดด้านหนึ่งที่เรากำลังโฟกัสในขณะนั้นโดยหลงลืมองค์ประกอบในชีวิตอีกหลายๆด้านและหลงลืมไปว่าผู้อื่นก็มีด้านที่ด้อยกว่าเราอยู่เช่นกัน พวกเราทุกคนจึงควรเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจถึงสถานะปัจจุบันของตัวเอง ถามตัวเองว่าสิ่งที่เราต้องการจริงๆนั้นคืออะไรและจัดลำดับความสำคัญต่อสิ่งที่สำคัญที่สุดของตัวเองและค่อยๆพัฒนาตัวเองให้เข้าใกล้เป้าหมายเหล่านั้นให้ดีกว่าเมื่อวานไปทุกๆวัน
Rule 5 | Do Not Let Your Children Do Anything that Makes You Dislike Them
คุณเคยรู้สึกเกลียดชังพฤติกรรมอันก้าวร้าวหรือไร้ระเบียบของลูกๆคนอื่นในที่สาธารณะบ้างหรือไม่ ? แล้วคุณเคยตั้งคำถามต่อหรือไม่ว่าทำไมพ่อแม่ของเด็กเหล่านั้นถึงยอมให้เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นได้ ? แล้วคุณคิดว่าพ่อแม่เหล่านั้นจะไม่ชอบลูกๆของตัวเองหรือเปล่า ? มนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะดีจะเลวร้ายแค่ไหนก็ต้องเคยเป็นเด็กน้อยมาก่อนเสมอ เมื่อประวัติศาสตร์ของสิ่งมีชีวิตได้สรุปแล้วว่าธรรมชาติของมนุษย์และสัตว์ประเภทลิงที่เป็นญาติห่างๆของเรานั้นต่างก็มีพฤติกรรมรุนแรงซ้อนอยู่ในสัญชาตญาณ ดังนั้น หน้าที่ในการพัฒนามนุษย์คนใหม่ที่สามารถเป็นสมาชิกที่มีคุณภาพของสังคมได้จึงเป็นความรับผิดชอบที่สำคัญอย่างสูงของพ่อแม่ ซึ่งดีเสียกว่าให้ลูกๆต้องไปเผชิญหน้ากับบทลงโทษจากสังคมที่ไม่ได้รักพวกเขาเท่าพ่อแม่ด้วยตัวเอง
กฎของชีวิตข้อที่ 5 ของ Jordan B. Peterson ก็คือ “จงอย่าปล่อยให้ลูกๆของคุณทำในสิ่งที่จะทำให้คุณเกลียดพวกเขา” ที่มอบความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ให้กับพ่อแม่ในการเตรียมความพร้อมของลูกๆให้สามารถเข้าสังคมและเผชิญหน้ากับโลกภายนอกได้อย่างมีคุณภาพ โดยพ่อแม่ทุกคนควรทำหน้าที่เป็นตัวแทนของสังคมและกำหนดกฎระเบียบสำคัญไม่กี่ข้อที่ลูกๆต้องปฏิบัติตาม อาทิ การห้ามทำร้ายตัวเองและผู้อื่น การห้ามทำลายข้าวของ การรับประทานอาหารอย่างเป็นระเบียบ การแบ่งปันแก่ผู้อื่นและการตั้งใจรับฟังคำพูดของผู้ใหญ่ พร้อมๆกับการรู้จักชมหรือให้รางวัลเมื่อพวกเขาทำถูกต้องและเตรียมตัวพร้อมที่จะลงโทษลูกๆตามความเหมาะสมในทันทีหากพวกเขาทำพฤติกรรมที่ไม่ควรทำเพื่อให้พวกเขาเรียนรู้ว่าพฤติกรรมเหล่านั้นเกินขอบเขตที่รับได้ ทั้งนี้ หากพ่อแม่ยอมปล่อยให้ลูกๆของตัวเองกระทำพฤติกรรมที่ไม่น่ารักไปเรื่อยๆนั้นมีแต่จะส่งผลให้ตัวของพ่อแม่เองจะรู้สึกไม่พอใจลูกๆอยู่ในใจและอาจแสดงความรักต่อลูกที่น้อยลงซึ่งนั่นจะนำไปสู่ปัญหาที่ใหญ่กว่าในอนาคต
Rule 6 | Set Your House in Perfect Order Before You Criticize the World
โลกของมนุษย์นั้นเต็มไปด้วยความชั่วร้ายที่สามารถพบเห็นได้อยู่ในทุกๆวัน ตั้งแต่ เหล่าเด็กนักเลงที่รังแกเด็กคนอื่นๆ ฆาตกรที่ถือปืนยิงกราดไปที่ฝูงชน ไปจนถึง ประเทศที่ตัดสินใจก่อสงครามคร่าชีวิตเพื่อนบ้านที่อ้างว่าเป็นศัตรู มันคงไม่แปลกที่เรื่องราวที่เหมือนกับนรกบนดินเหล่านี้ได้ส่งผ่านความรู้สึกสิ้นหวังและโกรธเกรี้ยวต่อโลกและมนุษยชาติที่ไม่ยุติธรรมต่อพวกเขา แต่ทำไมสังคมมนุษย์ในยุคปัจจุบันนั้นถึงยังคงอยู่ได้อย่างสงบสุขกว่าช่วงเวลาที่ผ่านมาในอดีต ? คำตอบก็คงหนีไม่พ้นการที่คนส่วนใหญ่เลือกที่จะเมินเฉยต่อซาตานและเลือกทำในสิ่งที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นเรื่องที่ดี
กฎของชีวิตข้อที่ 6 ของ Jordan B. Peterson ก็คือ “จงจัดการบ้านของตัวเองให้เรียบร้อยก่อนที่จะวิพากษ์วิจารณ์โลก“ ที่เตือนสติให้มนุษย์ทุกคนเริ่มต้นภารกิจในการสร้างโลกที่ดีจากตัวของเราเองก่อนแทนที่จะโยนความโกรธแค้นไปสู่สังคมภายนอก โดย Jordan B. Peterson แนะนำว่าเราทุกคนควรรักษาอาการขุ่นมัวของตัวเองด้วยการสะสางปัญหารายรอบตัวที่อยู่ตรงหน้าและเตรียมตัวเองให้ดีที่สุด หากพายุซัดพาน้ำท่วมถล่มเมือง แทนที่จะด่ากราดไปที่พระเจ้าก็ควรที่จะตระหนักถึงความผิดพลาดของตัวเองที่ไม่เตรียมตัวสร้างเขื่อนให้พร้อมรับมือ ลองคิดดูว่าหากมนุษย์ทุกคนเลือกที่จะแก้ปัญหาด้วยตัวเองก่อนที่จะโทษสิ่งอื่นๆแล้วโลกจะเจริญรุ่งเรืองกว่านี้มากขนาดไหน ?
Rule 7 | Pursue What is Meaningful (Not What is Expedient)
การมีชีวิตคือการต้องเผชิญหน้ากับความทุกข์ทรมานอยู่เสมอ แตกต่างจากบีเวอร์ที่ทำการสร้างเขื่อนตามสัญชาตญาณโดยไม่มีบีเวอร์ตัวไหนคิดว่ามันอยากที่จะพาแฟนไปเที่ยวทะเลมากกว่าการทำงานสร้างเขื่อน มนุษย์คือสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวในโลกที่มองเห็นอนาคตและสามารถเสียสละยอมทนทำอะไรบางอย่างในระยะสั้นเพื่อสิ่งที่ดีกว่าในอนาคตได้ ทั้งนี้ มนุษย์ก็ยังคงมีสัญชาตญาณแบบสัตว์ป่าที่ต้องการผลลัพธ์ที่ดีในทันที จึงไม่แปลกที่มนุษย์ส่วนมากมักเลือกที่จะทำในสิ่งที่จะทำให้ได้ความสุขในระยะสั้นทันทีตามสัญชาตญาณโดยยอมแลกกับการต้องกระทำความชั่วร้ายต่อผู้อื่นหรือการตามหาความสำราญที่มักทำให้ตัวเองในอนาคตทุกข์ทรมานมากขึ้นกว่าเดิม
กฎของชีวิตข้อที่ 7 ของ Jordan B. Peterson ก็คือ “จงทำในสิ่งที่มีความหมายต่อชีวิตในระยะยาวไม่ใช่สิ่งที่ให้ความสุขแต่ในระยะสั้น” ที่เสนอให้มนุษย์ทุกคนตั้งคำถามว่าการกระทำหรือผลลัพธ์ไหนที่จะทำให้พวกเขารู้สึกว่าชีวิตของพวกเขามีความหมาย โดยถึงแม้ว่าการทำความดีนั้นเป็นสิ่งที่อธิบายได้ยากและแตกต่างกันไปในแต่ละคน แต่มนุษย์ทุกคนก็รู้ได้ไม่ยากว่าการกระทำอะไรคือความชั่วร้ายและสามารถเลือกเป้าหมายในชีวิตเพื่อช่วยบรรเทาความทุกข์ทรมานให้กับผู้อื่นและตัวเองในอนาคตและยกระดับของมนุษยชาติให้สูงขึ้น ชีวิตที่เปี่ยมล้นไปด้วยความสุขมักเกิดจากการที่ชีวิตได้ดำเนินไปตามทางที่มีความหมายแล้ว
Rule 8 | Tell the Truth or, at least, Don’t Lie
การหลอกลวงที่นำมาซึ่งความโกลาหลนั้นถูกถ่ายทอดมาตลอดประวัติศาสตร์ของมนุษย์ ตั้งแต่เทพนิยายของชาวอียิปต์ที่เทพเจ้า Osiris ถูกน้องชายของตัวเองอย่าง Set หักลงและส่งลงไปในดินแดนแห่งนรกซึ่งก็เกิดจากการที่ Osiris หลอกลวงตัวเองว่าน้องชายของเขานั้นไม่มีวนหักหลังและเกิดจากการที่ Set สามารถหลอกลวงให้พี่ชายของตัวเองเชื่อได้ ไปจนถึง โศกนาฏกรรมสมัยใหม่ทั้งค่ายกักกันของชาวนาซีหรือ Gulag ของสหภาพโซเวียตที่ต่างก็เกิดจากการที่ทุกคนที่เกี่ยวข้องหลอกลวงตัวเองและผู้อื่นจนคำโกหกนั้นใหญ่จนไม่มีใครกล้าที่จะพูดความจริง
กฎของชีวิตข้อที่ 8 ของ Jordan B. Peterson ก็คือ “จงพูดความจริงหรือไม่อย่างน้อยก็ห้ามโกหก” เพราะการโกหกหลอกลวงแม้เพียงเล็กน้อยจะนำมาซึ่งคำโกหกที่ใหญ่ขึ้นตามมาเรื่อยๆที่จะค่อยๆบิดเบือนความเป็นจริงที่แม้แต่ตัวเองอาจเชื่อขึ้นมาจริงๆ การห้ามโกหกนั้นยังหมายถึงการห้ามโกหกต่อตัวเองเพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับความจริงที่ยากจะรับมือ เพราะการหลีกเลี่ยงความจริงนั้นมีแต่จะนำไปสู่การหลอกลวงตัวเองและความทุกข์ทรมานที่จะตามมา ผู้เขียนยกตัวอย่างถึงการโกหกตัวเองว่าเราจะมีความสุขจากการนั่งจิบไวน์ริมทะเลยามเกษียณทั้งๆที่เรายังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าเราในวัยเกษียณนั้นจะมีตัวตนอย่างไรและนั่นทำให้ความคิดที่เราวาดฝันไว้ในหัวอาจไม่จริงเสมอไป ดังนั้น จงอยู่กับความจริง จงพูดความจริงต่อตัวเองและใช้ชีวิตด้วยการไม่โกหกให้มากที่สุด
Rule 9 | Assume that the Person You are Listening to Might Know Something You Don’t
ปัญหาความขัดแย้งแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันในโลกทุกวันนี้คือสัญลักษณ์ของปัญหาใหญ่ของมนุษย์ที่มักเลือกที่จะพูดและนำเสนอไอเดียของตัวเองโดยไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่นเพื่อเข้าใจและเรียนรู้จากพวกเขาอย่างมากเพียงพอ ประสบการณ์ในฐานะนักจิตวิเคราะห์ของ Jordan B. Peterson ได้ค้นพบว่าการเปิดให้คนไข้ของเขาพูดอย่างเต็มที่ด้วยการสนับสนุนอย่างการรับฟังอย่างตั้งใจนั้นมีประโยชน์อย่างยิ่งในการทำให้คนไข้ได้พูดสิ่งที่เขาคิดและคิดตามสิ่งที่เขาคิดจนเกิดข้อสรุปที่ถูกต้องด้วยตัวเองได้
กฎของชีวิตข้อที่ 9 ของ Jordan B. Peterson ก็คือ “จงคิดไว้ก่อนว่าคนที่คุณกำลังฟังอยู่รู้ในสิ่งที่คุณไม่รู้” เพราะการสร้างบทสนทนาที่มีความหมายที่สามารถสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกันได้นั้นต้องเริ่มจากการตั้งใจฟังจนเข้าใจถึงบริบทและความต้องการของคู่สนทนาอย่างชัดเจน โดยหากเราตั้งใจฟังจนเข้าใจความคิดของคู่สนทนาแล้ว การนำเสนอไอเดียของเราให้ผู้อื่นเข้าใจก็จะมีความเอาใจเขามาใส่ใจเราและมีความเข้าใจที่ถูกต้องมากยิ่งขึ้นซึ่งนำไปสู่บทสนทนาที่มีประสิทธิภาพ นอกจากนั้น การตั้งใจฟังผู้อื่นก็มักนำมาซึ่งองค์ความรู้ใหม่ๆที่พวกเขามีมากกว่าเราและช่วยเปิดกว้างภูมิปัญญาของตัวเราเองให้กว้างไกลมากขึ้นเสมอ ดังนั้นพวกเราทุกคนจึงควรสันนิษฐานไว้เสมอว่าเราจะได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆจากการฟังผู้อื่น
Rule 10 | Be Precise in Your Speech
มนุษย์ทุกคนนั้นต้องเผชิญหน้ากับข้อมูลจำนวนมหาศาลอยู่ตลอดเวลาและมันเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะตั้งใจพิจารณาข้อมูลเหล่านั้นได้อย่างครบถ้วน ยกตัวอย่างเช่น รถยนต์ในยามปกติก็มักถูกมองเป็นแค่เครื่องมือที่จะนำพาให้มนุษย์เดินทางจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งได้ โดยคงไม่มีมนุษย์คนไหนตั้งใจคิดอยู่เสมอว่าเครื่องยนต์ภายในรถนั้นทำงานอย่างไรหรือถนนหนึ่งเมตรข้างหน้านั้นมีสภาพสมบูรณ์แบบแค่ไหน ยกเว้นเวลาที่รถเกิดพังขึ้นหรือถนนข้างหน้ามีอุบัติเหตุ เพราะสมองของมนุษย์มักเลือกทางออกที่ใช้กำลังสมองน้อยที่สุดในการประมวลผลสิ่งที่อยู่ตรงหน้าให้ง่ายที่สุดเสมอ ดังนั้น หากคุณกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาอะไรอยู่แต่เก็บปัญหาเหล่านั้นไว้ในใจเพียงคนเดียว คุณคิดว่าปัญหาเหล่านั้นจะมีคนรับรู้และได้รับการแก้ไขได้อย่างไร ?
กฎของชีวิตข้อที่ 10 ของ Jordan B. Peterson ก็คือ “จงพูดให้ชัดเจน“ ที่เป็นการกำชับให้ทุกคนต้องทำความเข้าใจกับปัญหาของชีวิตของตัวเองอย่างถ่องแท้และพูดมันออกมาอย่างชัดเจนให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้รับรู้ถึงความต้องการและหาทางแก้ไขปัญหาเหล่านั้นร่วมกัน การหมกปัญหาเก็บไว้กับตัวเองเพียงคนเดียวมีแต่จะนำไปสู่การบ่มเพาะปัญหาให้ใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆ จงรับผิดชอบต่อปัญหาชีวิตของตัวเองและพูดมันออกมาอย่างชัดเจน
Rule 11 | Do Not Bother Children when They are Skateboarding
ผู้เขียน Jordan B. Peterson ได้ตั้งคำถามถึงการที่เมืองที่เขาอาศัยอยู่เริ่มมีโครงการปรับโครงสร้างสนามเด็กเล่นให้เหลือแต่เครื่องเล่นที่ปลอดภัยและทำการเสริมที่กั้นตามราวเหล็กที่เด็กมักจะใช้เล่นสเก็ตบอร์ดอย่างผาดโผนโดยอ้างเรื่องความปลอดภัย ในขณะที่ การเจริญเติบโตของเด็กนั้นต้องอาศัยการเล่นที่มีความเสี่ยงและธรรมชาติของเด็กก็จะไปหาสิ่งที่เสี่ยงๆเล่นอยู่ดีซึ่งอาจจะยิ่งเสี่ยงกว่าเดิม ไม่แตกต่างกัน โลกอันแสนวุ่นวายและซับซ้อนก็กำลังถูกตั้งคำถามจากหลายภาคส่วนที่มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันและมักมองเห็นทางแก้ปัญหาที่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันที่สุดก็คือทุกการแก้ปัญหาล้วนมีการบังคับใช้กฎเกณฑ์อะไรบางอย่างเพิ่มเติมกับผู้คนอยู่เสมอซึ่งในหลายๆครั้ง ทุกทางเลือกในการแก้ปัญหาต่างก็มีข้อดีข้อเสียเสมอและไม่มีทางเลือกไหนที่ถูกต้องอย่างชัดเจน
กฎของชีวิตข้อที่ 11 ของ Jordan B. Peterson ก็คือ “จงอย่าไปยุ่งกับเด็กๆที่กำลังเล่นสเก็ตบอร์ดอยู่” ที่สื่อความหมายว่าเรานั้นไม่มีสิทธิที่จะไปยุ่งกับวิธีคิดและการตัดสินใจของผู้อื่นหากการตัดสินใจเหล่านั้นไม่ได้ไปทำร้ายอะไรใคร ซึ่งผู้เขียนก็นำเสนอแนวคิดเชิงอนุรักษ์นิยมหน่อยๆเรื่องของความเท่าเทียมกันทางเพศเช่นกันว่าในยุคปัจจุบันนั้นเป็นยุคที่ผู้ชายมักถูกมองให้มีความอ่อนน้อมและเข้าสังคมที่เป็นบุคลิกแบบผู้หญิงมากยิ่งขึ้น ซึ่งเขามองว่าธรรมชาติของเพศนั้นไม่เหมือนกันตั้งแต่ในระดับพันธุกรรมแล้วและบริบทของสังคมก็มีบทบาทของเพศที่ต่างกันอยู่ การบังคับให้ผู้ชายเลิกทำตัวแบบผู้ชายนั้นไม่แตกต่างจากการบังคับให้เด็กๆเลิกเล่นสเก็ตบอร์ดที่ไม่ได้ช่วยอะไรและไม่ได้ทำให้สังคมดีขึ้นจริง
Rule 12 | Pet a Cat when You Encounter One on the Street
มนุษย์ทุกคนนั้นจำเป็นที่จะต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบากและความทุกข์ทรมานบนโลกที่ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบอยู่เสมอ แต่การมีข้อจำกัดและการพบเจอกับปัญหานั้นล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์มีความเป็นมนุษย์และนำไปสู่การสานสร้างความสัมพันธ์และความรักที่มีต่อกันมากมาย (นี่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ตัวละครอย่าง Superman ที่มีพลังเพรียบพร้อมทุกอย่างเข้าถึงผู้คนได้ยากกว่าตัวละครที่มีความเป็นมนุษย์มากกว่าอย่าง Batman หรือ Spider-Man จนทำให้ Superman ในช่วงหลังๆก็ต้องดูมีความเป็นมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ)
กฎของชีวิตข้อสุดท้ายของ Jordan B. Peterson ก็คือ “จงหยุดเพื่อลูบหัวแมวที่คุณเดินผ่านริมถนนบ้าง“ ที่สื่อถึงการใช้ชีวิตให้มีความสุขมากขึ้นด้วยการชื่นชมเรื่องราวที่สวยงามรายรอบทางที่ผ่านมาให้พบเจอ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าแมวที่เป็นสัตว์อิสระที่มันเลือกเดินเข้ามาใกล้คุณ กาแฟแก้วอุ่นๆที่ชงโดยพนักงานที่จริงใจ ไปจนถึง ภาพความน่ารักของครอบครัวที่มีลูกน้อยที่กำลังยิ้มอย่างเริงร่า เพราะชีวิตนั้นเต็มไปด้วยความทุกข์ ความรู้สึกว่าโลกนั้นสวยงามและชีวิตนั้นคือสิ่งสวยงามเท่านั้นที่จะทำให้เราใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างมีความสุข
<<< ติดตาม [สรุปหนังสือ] เล่มอื่นๆต่อได้ทางนี้เลยครับ [CLICK] >>>
<<< ที่สำคัญ อย่าลืมกดไลค์ Panasm’s Facebook Page เพื่อติดตามอัพเดทใหม่ๆของผมนะครับ [CLICK] >>>

<<< ปิดท้าย สิ่งที่ผมทำสรุปมานั้นเป็นเพียงแค่เนื้อหาส่วนที่ผมสนใจที่สุดของหนังสือเล่มนี้ สำหรับเพื่อนๆที่ถูกใจสรุปของหนังสือเล่มนี้ อย่าลืมซื้อหนังสือเล่มเต็มและอุดหนุนผู้เขียนกันด้วยนะครับ ขอบคุณที่ติดตามครับผม >>>

เพิ่งเจอเว็บไซต์ที่สรูปหนังสือนี้ ปี 2026 รู้สึกชอบมากๆครับ ขอให้ทำแปลหนังสือแบบนี้เรื่อยไปนะครับ เพราะสำนวนการแปล และการเก็บรายละเอียดต่างๆ สุดยอดมากครับ