News Ticker

[สรุปหนังสือ] Superagency : What Could Possibly Go Right with Our AI Future

 

 

[#สรุปหนังสือ] Superagency : What Could Possibly Go Right with Our AI Future (2025)

by Reid Hoffman & Greg Beato

 

“The future is something that society explores and discovers collectively.”

 

ตลอดระยะเวลาทางประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ มนุษย์มักมีความรู้สึกเกรงกลัวและเกรี้ยวโกรธต่อเทคโนโลยีที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงและความก้าวหน้าของมนุษยชาติอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นความเกรงกลัวต่อสื่อสิ่งพิมพ์ที่แม้แต่ Socrates นักปราชญ์ชาวกรีกยังคิดว่าการเขียนสิ่งที่พูดลงไปในกระดาษนั้นทำให้การสื่อสารเป็นไปในทิศทางเดียวโดยไร้คำอธิบายและไม่สามารถควบคุมผู้รับสารได้ ความเกรงกลัวต่อเทคโนโลยีอุตสาหกรรมสมัยใหม่จนเกิดการต่อต้านอย่างรุนแรงทั้งๆที่แท้จริงแล้วเครื่องจักรล้วนสร้างอาชีพและเพิ่มผลิตภาพของมนุษย์ได้อย่างก้าวกระโดด ไปจนถึง ความเกรงกลัวต่อเทคโนโลยี AI ในยุคปัจจุบันที่ถูกวาดภาพไว้เป็นดั่งเทคโนโลยีที่จะนำไปสู่ความโกลาหลของมนุษยชาติ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของการทำงานแทนที่มนุษย์จนนำไปสู่การเกิดขึ้นของชนชั้นอันไร้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ไปจนถึง ในรูปแบบที่ AI นั้นสามารถนำไปสู่จุดจบของมนุษยชาติราวกับในหนัง sci-fi แนวโลมล่มสลายที่ฉายภาพอนาคตอันน่ากลัวในแทบทุกรูปแบบ

ว่าแต่อนาคตของมนุษยชาติที่กำลังมุ่งหน้าเข้าสู่ยุคแห่ง AI อย่างเต็มตัวนั้นมีแต่ทางออกอันแสนหดหู่เพียงเท่านั้นหรือ ? แล้วมีโอกาสมากแค่ไหนที่มนุษย์จะสามารถร่วมกันขับเคลื่อนคลื่นแห่งเทคโนโลยีนี้ไปสู่อนาคตที่ดีต่อพวกเราทุกคนได้ ?

Superagency คือ หนังสือเล่มล่าสุดของ Reid Hoffman ผู้ร่วมก่อตั้ง LinkedIn ผู้คว่ำหวอดในวงการ AI มาอย่างยาวนานทั้งในฐานะนักลงทุนรายแรกๆของบริษัทอย่าง OpenAI และในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท AI เพื่อผลประโยชน์ส่วนรวมอย่าง Inflection AI ที่เขียนร่วมกับนักข่าวสายเทคโนโลยีอย่าง Greg Beato ที่ว่าด้วยวิสัยทัศน์ในการสร้างโลกอนาคตแห่ง AI ที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติอย่างแท้จริง ด้วยการยึดแนวคิดการสร้างเทคโนโลยีโดยยึดหลักความเป็นมนุษย์ (techno-humanist) ที่อาศัยกระบวนการเรียนรู้และปรับปรุงพัฒนาจากการปล่อยเทคโนโลยี AI ใหม่ๆอย่างต่อเนื่องแบบค่อยเป็นค่อยไป (iterative deployment) โดย Reid Hoffman นั้นมีมุมมองที่เป็นบวกอย่างยิ่งต่อโลกในอนาคตที่ AI นั้นสามารถเข้าถึงได้เป็นวงกว้างและช่วยเสริมศักยภาพของมนุษย์เป็นร้อยเป็นพันล้านคนในทั่วโลกได้อย่างสร้างสรรค์และน่าอัศจรรย์

ขอเชิญทุกท่านที่สนใจแนวคิดด้าน AI แห่งอนาคตอ่านหนังสือเล่มล่าสุดผ่านมุมมองของคนวงในที่สุดคนหนึ่งของวงการ AI โลกเล่มนี้กันได้เลยครับ

 

Reid Hoffman ผู้ก่อตั้ง LinkedIn (source: Fortune)

 

1 | Humanity has Entered the Chat

ยุคแห่งการตื่นรู้ถึงศักยภาพของ AI อย่างเป็นวงกว้างต่อชีวิตของมนุษย์ทุกคนนั้นเริ่มต้นขึ้นในช่วงปลายปี 2022 หลังจากการเปิดตัว ChatGPT ที่เป็นแชตบอตอัจฉริยะโมเดล LLM (large language model) ของบริษัท OpenAI ที่ทำให้ทั่วโลกได้รู้ถึงพลังในการประมวลผลข้อมูลทางภาษาและรูปภาพของ generative AI ที่สามารถสร้าง content ใหม่ๆด้วยตัวเองผ่านการประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลเพื่อหาความเชื่อมโยงและพยากรณ์คำตอบจากการเชื่อมโยงเหล่านั้นได้ราวกับว่าเป็นมนุษย์ แต่อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่า ChatGPT และบรรดาโมเดล LLM ของบริษัทต่างๆที่เกิดขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานั้นจะมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง แต่โมเดลที่อาศัยการพยากรณ์คำตอบจากชุดข้อมูลที่ได้รับการสอนมานั้นก็ยังมีปัญหามากมาย อาทิ ความผิดพลาดของคำตอบที่โมเดล AI นั้นยังไม่มีความสามารถในการทำความเข้าใจเหตุและผลเหมือนมนุษย์ หรือ แม้แต่ความลำเอียงของคำตอบจากชุดข้อมูลที่ป้อนให้โดยมนุษย์ที่ไม่ได้คำนึงถึงปัญหาที่จะตามมาเหล่านั้น นอกจากนั้น โมเดล generative AI เหล่านี้ก็ยังห่างไกลจาก AGI (artificial general intelligence) ที่เป็นเป้าหมายสูงสุดของวงการ AI ที่ต้องการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถทำงานที่หลากหลายได้อย่างยืดหยุ่น มีหลักเหตุผลไม่ต่างจากมนุษย์และสร้างไอเดียใหม่ๆด้วยตัวเองได้โดยไม่ต้องป้อนชุดคำสั่ง

ถึงแม้ว่ามนุษยชาติจะยังอยู่เพียงแค่จุดเริ่มต้นของยุคแห่ง AI เพียงเท่านั้น แต่ความกังวลที่มีต่อ AI นั้นก็เป็นวงกว้างมากโดยเฉพาะความกังวลต่อ “human agency” หรือ “ความสามารถในการเลือกตัดสินใจกำหนดชีวิตตัวเองได้ของมนุษย์” ที่โมเดล AI ในยุคที่ผ่านมามักทำหน้าที่ตัดสินใจแทนมนุษย์โดยที่มนุษย์ผู้ถูกกำหนดชะตากรรมนั้นไม่ได้มีส่วนร่วม อาทิ การ recommend ให้ซื้อสินค้าถัดไปโดยที่มนุษย์ไม่ได้ขอ ไปจนถึง การที่องค์กรต่างๆ เช่น ธนาคาร หรือ ศาล ใช้ AI ในการตัดสินผู้คนโดยมีความลำเอียงต่างๆ แต่ผู้เขียน Reid Hoffman ก็ได้ให้ความเห็นว่าโมเดล AI ในอนาคตนั้นจะเป็นโมเดลที่มนุษย์เป็นผู้เลือกใช้งาน (เช่นเดียวกันกับ ChatGPT) ในการเสริม human agency ของตัวเองจนทำให้มนุษย์มีองค์ความรู้มากยิ่งขึ้น บริหารจัดการตัวเองได้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นและมีศักยภาพในการตัดสินใจที่ฉลาดมากยิ่งขึ้น ซี่ง superagency ที่เป็นชื่อของหนังสือเล่มนี้ก็แสดงถึงสถานะของโลกที่มนุษย์จำนวนมากได้รับการส่งเสริมศักยภาพโดย AI จนทำให้ภูมิปัญญาของมนุษย์นั้นก้าวไปได้อย่างกว้างไกลกว่าในยุคปัจจุบันมาก

โดยความท้าทายสำคัญของโลกอนาคตของมนุษย์และ AI นั้นอยู่ที่ช่วงเวลาในปัจจุบันนี้ที่ผู้นำทางความคิดต่างก็มีเสียงแตกต่อมุมมองของ AI อันได้แก่ Doomer ที่มองว่า AI จะนำมาซึ่งจุดจบของมนุษยชาติราวกับในหนัง sci-fi, Gloomer ที่มองว่า AI จะเร่งทำให้ปัญหาในปัจจุบันมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น อาทิ ความขัดแย้งทางสังคม ความเหลื่อมล้ำทางฐานะและการตกงานจำนวนมหาศาล ซึ่งทำให้พวกเขาเชื่อว่า AI ต้องถูกควบคุมโดยรัฐอย่างเด็ดขาด, Zoomer ที่เชื่อว่าการพัฒนา AI อย่างรวดเร็วโดยไร้ข้อจำกัดคือความรับผิดชอบสูงสุดและ Bloomer ที่เชื่อในสมดุลที่ว่าการพัฒนา AI นั้นเป็นเรื่องที่สำคัญต่อความก้าวหน้าของมนุษยชาติแต่ก็ต้องพัฒนาอย่างมีความรับผิดชอบและต้องคำนึงถึงมนุษย์ทุกภาคส่วนของโลกที่ต่างก็มีศักยภาพในการยอมรับและระดับผลกระทบที่แตกต่างกัน ซึ่งแน่นอนว่า Reid Hoffman ก็มีความเชื่อแบบ Bloomer ว่าการพัฒนา AI ของชาติประชาธิปไตยนั้นต้องเป็นไปอย่างรวดเร็วก่อนที่แนวคิด AI แบบเผด็จการจะแซงหน้าได้ แต่การพัฒนา AI ก็ต้องเป็นกระบวนการแบบค่อยเป็นค่อยไป (iterative deployment) ที่อาศัยการปล่อยโมเดลใหม่ๆและเรียนรู้เก็บ feedback จากผู้ใช้งานและสังคมที่เกี่ยวข้องเพื่อพัฒนาทั้งโมเดล AI และกลไกการควบคุมไปพร้อมๆกับการสร้างการยอมรับจากสังคมไม่แตกต่างจากระบบไฟฟ้า ระบบประปาและระบบ internet ที่ต่างก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คนทั่วโลกไปเป็นที่เรียบร้อย

เทคโนโลยี AI นั้นมาแน่ !! และมันจะเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตของมนุษย์อย่างแน่นอน เฉกเช่นเดียวกับพฤติกรรมของตัวเราเองและของบรรพบุรุษของพวกเราที่เปลี่ยนไปในทุกครั้งของการมาถึงของเทคโนโลยีใหม่ๆ บทต่อๆไปของหนังสือเล่มนี้จะค่อยๆอธิบายถึงวิสัยทัศน์ของ Reid Hoffman ว่ามนุษย์จะสามารถสร้าง AI ที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่ออนาคตของพวกเราได้อย่างไร

 

2 | Big Knowledge

ความเกรงกลัวต่อเทคโนโลยีแห่งอนาคตนั้นถูกเพิ่มพูนขึ้นอย่างทวีคูณในปี 1949 หลังจากการเปิดตัวหนังสือเรื่อง 1984 โดยผู้เขียน George Orwell ที่เล่าเรื่องราวของโลกอนาคตที่มนุษย์ทุกคนถูกปกครองอย่างเบ็ดเสร็จโดย Big Brother ผู้ตรวจตราพฤติกรรมของผู้คนผ่านอุปกรณ์รายรอบตัวตลอด 24 ชั่วโมงพร้อมกับคำขวัญประจำชาติอย่าง “เสรีภาพคือความเป็นทาสและความเขลาคือกำลัง“ ที่กำหนดให้มนุษย์ทุกคนใช้ชีวิตด้วยความไม่รู้และห้ามแม้แต่จะคิดไม่ตรงกับวิธีคิดของระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จนี้ ซึ่งความกลัวต่อการครอบงำข้อมูลโดยเทคโนโลยีนั้นก็มีมาตลอดประวัติศาสตร์ของมนุษย์ อาทิ สมัยเริ่มต้นของคอมพิวเตอร์ที่ผู้คนจำนวนมากต่างหวาดกลัวต่อการเก็บรวบรวมข้อมูลประชากรของรัฐเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่เกรงว่าจะบั่นทอนความเป็นส่วนตัวและผลักดันให้รัฐมีอำนาจต่อประชาชนในรูปแบบเดียวกันกับ Big Brother

แต่ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีข้อมูลสารสนเทศที่นำพา smartphone มาบนมือของทุกคนและสร้าง platform ที่เชื่อมต่อให้ผู้คนทำกิจกรรมต่างๆระหว่างกันได้อย่างน่าอัศจรรย์นั้นกลับมีแต่จะเพิ่ม human agency ให้กับมนุษย์ในยุคปัจจุบันที่มีอิสรภาพในการทำสิ่งต่างๆมากขึ้นเรื่อยๆและมีประสิทธิภาพในการทำงานและใช้ชีวิตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยผู้เขียน Reid Hoffman มองว่าโลกในยุคปัจจุบันนั้นเต็มไปด้วยข้อมูลที่มีปริมาณมหาศาลมากเกินกว่าที่สมองของมนุษย์จะประมวลผลได้อีกต่อไป (ปัจจุบัน ทุกๆ 10 วินาทีนั้นมีข้อมูลที่มากพอที่จะเขียนหนังสือ e-book ได้ 23,000,000,000 เล่ม) และมนุษย์ในยุคใหม่ต่างก็เริ่มเข้าใจสมดุลระหว่างการรักษาความเป็นส่วนตัวและผลประโยชน์จากการเปิดเผยข้อมูล ลองจินตนาการว่า George Orwell จะอึ้งขนาดไหนที่ทุกคนต่างพากันเปิดเผยประสบการณ์ทำงานของตัวเองบน LinkedIn ?

ดังนั้น เทคโนโลยี AI ที่มีความสามารถในการประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลจึงมีศักยภาพสูงในการเสริม human agency ให้มนุษย์มีศักยภาพในการตัดสินใจด้วยองค์ความรู้อันมหาศาลและใช้ชีวิตได้อย่างก้าวหน้ากว่าที่เป็นอยู่ในยุคปัจจุบัน

 

3 | What Could Possibly Go Right?

ภาพอนาคตอันมืดหม่นของโลกแห่ง AI นั้นล้วนถูกวาดจากแนวคิดที่เลือกมองว่า “AI จะสร้างปัญหาอะไรได้บ้าง” ซึ่งก็เป็นแนวคิดที่ดีสำหรับการควบคุมและกำหนดนโยบายให้การพัฒนา AI นั้นเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์แต่ก็อาจทำให้มนุษย์พลาดโอกาสที่จะดึงศักยภาพของ AI มาใช้ได้อย่างเต็มที่และรวดเร็วหรือทำให้ชาติประชาธิปไตยเสียโอกาสในการพัฒนา AI ให้เหนือกว่าชาติอำนาจนิยม ผู้เขียน Reid Hoffman อยากชวนทุกคนเปลี่ยนวิธีคิดต่อ AI มาเป็น “AI จะสร้างประโยชน์อะไรได้บ้าง” เพื่อวางอนาคตให้การพัฒนา AI นั้นเป็นประโยชน์สูงสุดต่อมนุษย์จากศักยภาพที่เทคโนโลยีนี้จะสามารถทำได้ ซึ่งก็รวมไปถึงการพัฒนา AI เพื่อป้องกันปัญหาที่เกิดจาก AI ด้วยเช่นกัน

โดย Reid Hoffman ยกตัวอย่างปัญหาใหญ่ของโลกอย่างสุขภาพจิตที่กำลังทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆที่ปัจจุบันหนทางแก้ไขที่ดีที่สุดก็คือการพบกับจิตแพทย์ซึ่งก็ถือเป็นทางออกที่ได้ผลดีแต่ก็มีเพียงคนฐานะดีหยิบมือเดียวเท่านั้นที่สามารถทำได้และการพบแพทย์ก็มักเกิดขึ้นหลังจากปัญหาสุขภาพจิตนั้นเกิดขึ้นอย่างรุนแรงแล้ว ทั้งนี้ เทคโนโลยี AI ในอนาคตอันใกล้นั้นก็มีศักยภาพในการพัฒนาสุขภาพจิตของผู้คนทั่วโลกได้อย่างกว้างขวางและครอบคลุมกว่าปัจจุบันได้เป็นอย่างมาก อาทิ การพัฒนาโมเดล LLM ที่สามารถพูดคุยกับมนุษย์เกี่ยวกับสุขภาพจิตตั้งแต่ก่อนที่พวกเขาจะมีอาการจนถึงการรักษาได้อย่างชาญฉลาดกว่าจิตแพทย์โดยเฉลี่ยและยังสามารถใส่ความรู้สึกร่วมทางอารมณ์ได้ไม่แพ้กับมนุษย์ที่เข้าถึงง่ายไม่ต่างจาก Netflix หรือ Spotify ที่ทุกคนทั่วโลกเข้าถึงได้ การเก็บข้อมูลมหาศาลเพื่อประมวลผลว่าวิธีการรักษาแบบไหนน่าจะได้ผลดีที่สุดต่อผู้ป่วยที่ปัจจุบันนั้นได้แต่พึ่งการตัดสินใจของแพทย์ ไปจนถึง การใช้ AI พัฒนาองค์ความรู้และความสามารถในการประมวลผลของจิตแพทย์ในปัจจุบันให้สามารถดูแลผู้ป่วยที่ยังต้องการพบเจอมนุษย์ตัวเป็นๆอยู่ให้ดียิ่งขึ้น

โดยถึงแม้ว่าฝ่ายต่อต้าน AI อาจเลือกโจมตีแนวคิดนี้ว่าเป็นการดึงมนุษย์ออกจากสมการของการรักษาปัญหาสุขภาพจิต แต่ถ้าทางออกนี้สามารถเปลี่ยนแปลงและยกระดับสุขภาพจิตของมนุษย์ทั่วโลกให้ดีขึ้นกว่าทางเลือกในปัจจุบันที่มีข้อจำกัดมากๆแล้ว อะไรคือเหตุผลที่จะทำให้เราตัดสินใจไม่ช่วยเหลือผู้คนนับล้านๆที่เข้าถึงระบบจิตแพทย์ในปัจจุบันไม่ได้หละ ? มากไปกว่านั้น งานวิจัยยังพบว่า AI เริ่มสามารถสร้าง empathy ให้กับมนุษย์โดยเฉพาะในกลุ่มล่างที่ขาดแคลน empathy จากสังคมผ่านการพูดคุยอย่างเป็นห่วงเป็นใยและเข้าอกเข้าใจได้อีกด้วย ลองคิดดูว่าโลกใบนี้ของพวกเราจะสวยงามมากขึ้นกว่านี้ได้ขนาดไหน ?

 

4 | The Triumph of the Private Commons

ข้อครหาใหญ่ต่อ AI อีกเรื่องก็คือแนวคิดที่ว่าผลประโยชน์ส่วนใหญ่ที่ AI กำลังจะสร้างในอนาคตนั้นจะตกไปอยู่กับบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่เฉกเช่นเดียวกับในปัจจุบันที่เหล่าเศรษฐีใหม่ของโลกเกือบทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นจากบริษัทเทคโนโลยี แต่ผู้เขียน Reid Hoffman ก็ขอแย้งเรื่องนี้อย่างเต็มประตูด้วยการเปรียบแพลตฟอร์มและผลิตภัณฑ์ของบริษัทเทคโนโลยีในปัจจุบันเป็นเหมือนบริการสาธารณะเช่นเดียวกับห้องสมุดหรือสวนสาธารณะที่สร้างประโยชน์ต่อผู้ใช้งานได้อย่างมหาศาลเพียงแค่ว่ามีเจ้าของเป็นบริษัทเอกชนเพียงเท่านั้น

Reid Hoffman ยกตัวอย่างที่รายได้ต่อผู้ใช้งานของ Meta ในปี 2023 นั้นตกอยู่ที่เพียงคนละ 3.71 ดอลลาร์ต่อเดือน ซึ่งเมื่อเทียบกับผลประโยชน์ส่วนเกินจากที่ผู้บริโภคได้รับ (consumer surplus) แล้วผู้ใช้งานส่วนใหญ่ก็คงให้มูลค่าการใช้งาน Facebook และ Instagram ที่เราใช้กันอยู่แทบทุกวันแบบฟรีๆมากกว่าแค่ราคากาแฟประมาณหนึ่งแก้วแน่ๆ นั่นหมายความว่า Meta นั้นได้รายได้ไปน้อยกว่าคุณค่าที่ผู้ใช้งานรู้สึกได้รับไปมาก นี่ยังไม่รวมถึงบริการที่พวกเราใช้กันแบบฟรีๆที่ช่วยยกระดับชีวิตมากมาย อาทิ Wikipedia ที่แทนที่หนังสือสารานุกรมด้วยคลังความรู้ที่กว้างกว่าและเข้าถึงได้ทุกที่, Youtube ที่กลายมาเป็นคลังความรู้ที่ยิ่งใหญ่และเปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานทุกคนหาสิ่งที่ตัวเองชอบได้อย่างอิสระ หรือ Google Map ที่แทนที่แผนที่ที่ละเอียดลงไปถึงระดับถนนและยังสามารถนำทางหรือแสดงรีวิวของสถานที่ต่างๆให้ผู้ใช้งานได้ด้วย

โดยบริการที่เป็นสาธารณะที่มีบริษัทเอกชนเป็นเจ้าของ (private commons) เหล่านี้มักเปิดให้บริการฟรีโดยแลกกับการเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้งานและการแสดงโฆษณาต่างๆ ที่เอาจริงๆถ้าการแลกเปลี่ยนนี้เป็นปัญหาใหญ่จริงๆ คนใช้งานของแพลตฟอร์มเหล่านี้คงไม่มีถึงหลังพันล้านคนทั่วโลกแบบนี้แน่ๆ นอกจากนั้น แตกต่างจากพื้นที่สาธารณะในโลกออฟไลน์ที่ทรัพยากรมีจำกัด การเข้าถึงผู้ใช้งานและข้อมูลที่เพิ่มขึ้นของ private commons จะยิ่งทำให้คุณค่าที่สร้างให้แก่ผู้ใช้งานสูงขึ้นและแน่นอนว่าการมาถึงของ AI จะยิ่งทำให้คุณค่าที่ผู้ใช้งานจะได้รับจากแพลตฟอร์มเหล่านี้จะยิ่งทวีคูณอย่างมหาศาลและยกระดับชีวิตของผู้คนไปไกลกว่าเดิม

 

5 | Testing, Testing 1, 2, Infinity

ความกังวลอีกประการที่กล่าวหาว่าสมรภูมิการแข่งขันกันพัฒนา AI นั้นไม่แตกต่างจากการทำสงครามสะสมอาวุธนั้นก็เป็นข้อกล่าวหาที่ไม่ถูกต้อง โดย Reid Hoffman ได้อธิบายว่าการแข่งขันกันพัฒนาโมเดล AI นั้นถือเป็นการแข่งขันที่โปร่งใสอย่างถึงที่สุดและถูกพัฒนาโดยเหล่า “เนิร์ด” ที่มีเป้าหมายในการทำให้โมเดล AI ของตัวเองเหนือกว่าคู่แข่งที่เกิดขึ้นมากมาย แตกต่างจากการแข่งขันเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่มักปิดอยู่ในห้องลับโดยมีคนล่วงรู้เพียงไม่กี่ราย

หากเจาะลงไปที่โมเดล LLM ที่แท้จริงแล้วคือโมเดลที่อาศัยการเชื่อมโยงและจับ pattern ของ AI ที่ประมวลผลข้อมูลบทความจำนวนมหาศาลเพื่อพยากรณ์คำตอบต่อคำถามที่น่าจะแม่นยำที่สุดที่ทำให้โมเดล LLM นั้นดูเหมือนจะมีความฉลาดสูงมากๆจนรู้ไปทุกเรื่อง แต่บางครั้งก็มีการสร้างข้อมูลมั่วๆ (hallucination) หรือแสดงให้เห็นชัดเจนว่าโมเดลนั้นยังไม่มีความเข้าใจต่อคำถามเหล่านั้น อาทิ กรณีการทดลองที่นักทดลองทำการลบภาพบางส่วนของม้าลายออกไปก็ทำให้โมเดลมองว่าภาพนั้นคือเครื่องปิ้งขนมปังทั้งๆที่คงไม่มีมนุษย์คนไหนคิดแบบนั้น ซึ่งก็แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการมีความรับผิดชอบ (accountability) ของเหล่าผู้พัฒนา AI

โดยแท้จริงแล้ว การพัฒนาโมเดล LLM นั้นเต็มไปด้วยความโปร่งใสและการตรวจสอบผ่านกลไกมากมายของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่มาเร็วก่อนการควบคุมของกฎหมายที่ Reid Hoffman เชื่อมั่นว่ากลไกเหล่านี้เคียงคู่กับการพัฒนาอย่างค่อยเป็นค่อยไปนั้นเพียงพอต่อการพัฒนา AI อย่างเป็นประโยชน์ อาทิ ค่านิยมในการตีพิมพ์งานวิจัยไปสู่สาธารณะจากทีมงานวิจัยในแทบทุกบริษัทที่รวมไปถึงฝั่งจีนอย่าง DeepSeek เองก็ทำ กลไกการทดสอบโดยอาศัย benchmark กลางที่โมเดลแทบทุกโมเดลใช้กันเพื่อตรวจสอบให้คะแนนโมเดลในหลายๆด้าน อาทิ ความฉลาดทางภาษา ความลำเอียง ไปจนถึง ความ toxic ของโมเดล ซึ่งนักพัฒนาโมเดลแทบทั้งหมดเลือกใช้อ้างอิงเพื่อพัฒนาโมเดลให้ดียิ่งขึ้น ปิดท้ายด้วย กลไกการเปรียบเทียบอย่างโปร่งใส อาทิ Chatbot Arena ที่เป็นเว็บไซต์ที่เปิดให้ผู้ใช้งานถามคำถามไปยัง chatbot แบบสุ่มสองโมเดลและทำการให้คะแนนความพึงพอใจ ซึ่ง Chatbot Arena ก็จะนำคะแนนเหล่านั้นไปสรุปเพื่อจัดอันดับโมเดล LLM มากกว่า 100 เจ้าว่าโมเดลไหนเหนือกว่ากันและเก่งกว่ากันด้านไหนบ้างเพื่อให้ผู้ใช้งานเห็นอย่างโปร่งใสจนสามารถเลือกใช้โมเดลที่ถูกต้องได้และให้นักพัฒนารีบทำการแก้ไขราวกับเป็นการแข่งขันในตลาดอุดมคติ

 

หนึ่งในบททดสอบความสามารถในการประมวลผลข้ามภาษาของโมเดล LLM ด้วยการวาดรูปยูนิคอร์นบนกราฟทางสถิติ (source: medium)

 

6 | Innovation is Safety

พัฒนาการของเทคโนโลยีที่มีขีดความสามารถในการนำพามนุษยชาติก้าวกระโดดไปข้างหน้าที่ผลประโยชน์นั้นมีมากมายมหาศาลกว่าความเสี่ยงมักถูกท้าทายโดยแนวคิดแบบอนุรักษ์นิยมทางเทคโนโลยีที่ต้องการควบคุมและออกกฎห้ามปรามพัฒนาการของเทคโนโลยีเหล่านั้น แต่ Reid Hoffman ก็ได้ฉายภาพถึงแนวคิดในการพัฒนานวัตกรรมแบบไม่ต้องขออนุญาต (permissionless innovation) ที่ประเทศเลือกกำหนดนโยบายในการส่งเสริมการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆแบบไม่มีกฎระเบียบควบคุมที่เข้มงวดเกินจำเป็นนั้นเป็นแนวคิดที่ถูกต้องและนำพาให้สหรัฐอเมริการวมถึงชาติต่างๆทำการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆที่สร้างคุณค่ามาแล้วอย่างมหาศาล ลองจินตนาการดูว่าหากรัฐบาลสหรัฐไม่เปิดให้ประชาชนเข้าถึงระบบอินเตอร์เน็ตอย่างเสรีแล้วโลกจะหน้าตาเปลี่ยนไปขนาดไหน ? และลองคิดดูว่ามนุษยชาติจะเสียโอกาสในการเพิ่มศักยภาพของพวกเราขนาดไหนหากการพัฒนา AI นั้นถูกควบคุมด้วยกฎระเบียบมากมายเหมือนอย่างอุตสาหกรรมยาและอาวุธ

โดย Reid Hoffman เลือกเชิดชูแนวคิดในการพัฒนาเทคโนโลยีอย่าง “iterative deployment” ที่เป็นการปล่อยเทคโนโลยีสู่สาธารณชนอย่างค่อยเป็นค่อยไปเพื่อให้ผู้คนเข้าใจและเรียนรู้ในการใช้งานไปพร้อมๆกับการพัฒนาให้เทคโนโลยีนั้นปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ที่แรกเริ่มนั้นก็ก่อให้เกิดอุบัติเหตุและการเสียชีวิตมากมาย แต่ก็ไม่มีรัฐบาลไหนออกกฎหมายแบนการพัฒนารถยนต์หรือกำหนดความเร็วแบบปลอดภัยสุดๆจนเกินพอดี ในทางกลับกัน การพัฒนาความปลอดภัยของรถยนต์นั้นกลับเป็นอย่างค่อยเป็นค่อยไปจากทั้งฝั่งภาครัฐที่เริ่มมีการออกกฎจราจรต่างๆ อาทิ สัญญาณไฟจราจร หรือ ใบขับขี่ และฝั่งผู้ผลิตรถยนต์ที่เริ่มคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ อาทิ เข็มขัดนิรภัย หรือ กระจกมองหลัง ไปจนถึง เทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับ จนทำให้รถยนต์ในปัจจุบันนั้นปลอดภัยและกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน แถมการมีอยู่ของรถยนต์นั้นก็เอื้อต่อการวางผังเมืองที่สามารถเชื่อมต่อผู้คนได้กว้างไกลมากยิ่งขึ้นและยังทำให้ถนนของพวกเราทุกคนไม่มีกลิ่นอึม้าที่กองเกลื่อนถนนในยามที่รถม้าเป็นยานพาหนะหลักของผู้คนได้อีกด้วย ลองคิดดูว่าหากรถยนต์โดนควบคุมอย่างเข้มงวดนั้นจะทำให้โลกในปัจจุบันนี้หน้าตาแตกต่างจากเดิมขนาดไหน ?

สืบเนื่องต่อจากบทที่แล้วที่แสดงให้เห็นถึงขีดความรับผิดชอบ (accountability) ของอุตสาหกรรม AI อย่างเป็นสากล การพัฒนา AI ในรูปแบบ iterative deployment ดั่งเช่นในปัจจุบันที่บริษัทต่างๆต่างทำการปล่อยโมเดลให้ผู้ใช้งานใช้และเรียนรู้ไปด้วยกันนั้นคือแนวทางที่ถูกต้องในการเอื้อมคว้าศักยภาพสูงสุดของเทคโนโลยีนี้ให้แก่มนุษย์ ความพยายามในการควบคุมที่มากเกินไปอย่างไม่เข้าใจถึงต้นทุนค่าเสียโอกาสอันมหาศาลนั้นเป็นแนวคิดที่ควรหลีกเลี่ยงเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของมนุษย์

 

7 | Informational GPS

อีกหนึ่งตัวอย่างของเทคโนโลยีที่สร้างผลประโยชน์อย่างมหาศาลให้กับมนุษยชาติทั้งโลกที่ได้รับการสนับสนุนจากนโยบายแบบเสรีก็คือ GPS ที่แต่เดิมถูกคิดค้นเพื่อใช้สำหรับยุทธการทหารของกองทัพสหรัฐอเมริกาก่อนที่ประธานาธิบดี Ronald Reagan จะเริ่มปล่อยให้สาธารณชนใช้งานในระดับความแม่นยำต่ำที่ก็มีประสิทธิภาพในการเดินเรือหรือนำทางเครื่องบินในเส้นทางที่ปลอดภัย ก่อนที่ประธานธิบดี Bill Clinton จะประกาศเสรีทาง GPS ความแม่นยำสูงที่ในสมัยนั้นผู้คนก็หวาดกลัวการก่อการร้ายและอาชญากรรม แต่สุดท้าย GPS ก็ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันบน smartphone ของมนุษย์แทบทุกคนบนโลกโดยสร้างผลประโยชน์มากกว่าความเสี่ยงเป็นอย่างมหาศาล

ไม่แตกต่างกับ GPS ที่ใช้ในการนำทางเชิงภูมิศาสตร์ เทคโนโลยี AI โมเดล LLM ก็เป็นดั่ง GPS ที่ใช้นำทางในโลกแห่งข้อมูลอันมหาศาลที่มีศักยภาพสูงในการเพิ่มประสิทธิผลในการเรียนรู้และการตัดสินใจของผู้ใช้งานได้อย่างมหาศาลจากขีดความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างนักสถิติมืออาชีพและการนำเสนอข้อมูลที่ผู้ใช้งานสามารถกำหนดภาษา ระดับความยากของภาษา ระดับความเข้าใจของผู้ใช้งาน วัตถุประสงค์ในการใช้งาน ไปจนถึง รูปแบบของการนำเสนอที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานมากที่สุด อาทิ คุณสามารถให้โมเดล LLM ในอนาคตอันใกล้อธิบายหลักการทางฟิสิกส์ในภาษาอังกฤษสำหรับคนไทยที่กำลังเรียนภาษาอังกฤษระดับประถมต้นในรูปแบบ storytelling ที่มีภาพง่ายๆประกอบที่คุณสามารถใช้อธิบายต่อให้ลูกของคุณที่กำลังเรียนอยู่มัธยมต้นได้ ซึ่งศักยภาพของโมเดล LLM นี้จะทำให้มนุษย์มีความเท่าเทียมกันทางความรู้มากยิ่งขึ้นและนำไปสู่พัฒนาการอีกมากมายที่จะตามมาได้อย่างแน่นอน

 

8 | Law is Code

สังคมของมนุษย์ในโลกประชาธิปไตยเสรีนั้นดำรงอยู่ได้โดยอาศัยสมดุลระหว่างการออกกฎระเบียบเพื่อผลประโยชน์ของส่วนรวมและค่านิยมของผู้คนที่เลือกที่จะทำตามกฎระเบียบเหล่านั้นโดยไม่ถูกบังคับ เทคโนโลยี AI ที่ควบคู่กับเทคโนโลยีเซ็นเซอร์ เฉกเช่นเดียวกับระบบตรวจจับใบหน้า นั้นกำลังจะเริ่มถูกนำมาใช้งานในหลากหลายรูปแบบที่มีความเป็นไปได้สูงที่จะทำให้การบังคับใช้กฎหมายหรือกฎระเบียบนั้นสามารถทำผ่าน algorithm ที่มี AI คอยตรวจจับได้ตลอดเวลา อาทิ รถยนต์ที่สามารถตรวจระดับแอลกอฮอล์ในเลือดของผู้ขับขี่และสามารถปฏิเสธไม่ให้พวกเขาขับรถได้หากมีระดับที่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด หรือ คอมพิวเตอร์ในที่ทำงานที่สามารถตรวจจับความคืบหน้าของงานของพนักงานและสามารถล็อกการใช้งานเฉพาะส่วนจนกว่าพนักงานจะทำงานเสร็จได้  ไปจนถึง การเขียน smart contract ในระบบ blockchain เพื่อกำหนดสัญญาระหว่างสองฝ่ายที่ลงรายละเอียดและประเมินผลอย่างอัตโนมัติโดยไม่เปิดให้เกิดการเจรจาหรือใช้อำนาจต่อกันได้

การกำหนดให้โค้ดของ AI บังคับใช้กฎระเบียบอย่างไม่สามารถต่อรองได้นั้นมีศักยภาพในการทำให้ชีวิตของผู้คนสะดวก มีประสิทธิภาพและยุติธรรมมากยิ่งขึ้น แต่การเลือกที่จะบังคับใช้กฎหมายผ่าน AI ที่ไม่มีอารมณ์ร่วมแบบมนุษย์นั้นก็อาจถูกท้าทายได้อย่างมหาศาลจากสังคมที่ยังคงเสรีภาพให้ผู้คนตัดสินใจกระทำผิดชอบชั่วดีที่พ่วงมากับผลของการกระทำตามกฎหมายด้วยตัวเองได้ ดังนั้น แนวทางการพัฒนา AI แบบ iterative deployment จึงเป็นแนวทางที่บริษัทเทคโนโลยีและรัฐบาลควรเลือกใช้เพื่อสร้างความเข้าใจต่อเทคโนโลยีให้กับผู้คนที่ได้สัมผัสมันจริงๆและฟังเสียงของความเห็นส่วนรวมว่าการใช้งานในระดับไหนจะได้รับการสนับสนุนอย่างดีที่สุดเพื่อสร้างเป็นสัญญาประชาคมใหม่ที่มีการพัฒนาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่องในแบบฉบับของโลกประชาธิปไตยเสรี

 

9 | Networked Autonomy

การวางโครงสร้างพื้นฐานอย่างชาญฉลาดที่สามารถเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกันนั้นสามารถสร้างผลประโยชน์ต่อทั้งระดับบุคคลและระบบเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล ยกตัวอย่างกรณีการสร้างโครงการทางหลวงขนาดใหญ่ของสหรัฐอเมริกา Interstate Highway System (IHS)ในสมัยของประธานาธิบดี Dwight D. Eisenhower ที่ต้องการเชื่อมประเทศฝั่งตะวันออกเข้ากับฝั่งตะวันตกนั้นได้ทำให้การเดินทางข้ามประเทศที่เมื่อศตวรรปีก่อนต้องใช้เวลากว่าครึ่งปีและเต็มไปด้วยอันตรายนั้นสามารถทำได้ภายใน 2-3 วันด้วยการขับรถยนต์ส่วนตัวและพักตามโรงแรมริมทาง โดยถึงแม้ว่าผู้คนอาจจะต้องเผชิญกับกฎระเบียบต่างๆของรัฐมากมายระหว่างทางที่เพิ่มขึ้น แต่มันก็เป็นการยกระดับจากสมัยก่อนที่การเดินทางข้ามประเทศสหรัฐอเมริกานั้นต้องอาศัยการรวมฝูงคาราวานที่ทั้งลำบากและอันตราย

 

ระบบ Interstate Highway System ที่เชื่อมต่อรัฐทั่วประเทศสหรัฐอเมริกา (source: ThoughtSo)

 

ไม่แตกต่างกัน การสร้างโครงสร้างพื้นฐานบนโลกออนไลน์ที่เชื่อมต่อกับโลกออฟไลน์ผ่านระบบเซ็นเซอร์และ AI นั้นก็มีศักยภาพในการทำให้ชีวิตของผู้คนโดยรวมนั้นดีขึ้นมาก โดยต้องยอมแลกกับความเสี่ยงหรือกฎระเบียบเพิ่มเติมบางอย่างที่ Reid Hoffman เชื่อว่ามันจะคุ้มค่า ยกตัวอย่างเช่น กรณีการป้องกัน COVID-19 ของเกาหลีใต้ที่มีประสิทธิภาพกว่าแทบทุกประเทศนั้นเกิดขึ้นจากการวางระบบให้หน่วยงานอนามัยของชาติสามารถเข้าถึงข้อมูลตำแหน่งที่อยู่ของผู้คนผ่านสัญญาณโทรศัพท์มือถือของแต่ละคนได้จนทำให้สามารถระบุจุดเสี่ยงและเตือนผู้คนที่อยู่ใกล้ๆจุดเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบกับการที่ประชาชนมองเห็นประโยชน์ของการแชร์ข้อมูลและสนับสนุนแนวคิดนี้ของรัฐบาลเป็นอย่างดีจนทำให้การเก็บข้อมูลและการแชร์ข้อมูลนั้นทำได้โดยได้รับความร่วมมืออย่างเต็มที่

ในอนาคตข้างหน้า รัฐบาลของทุกประเทศก็จะยิ่งมีศักยภาพในการติดตั้งระบบเซ็นเซอร์ที่สามารถระบุจุดเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคระบาดได้ดียิ่งขึ้น แต่การจะทำให้โครงสร้างพื้นฐานลักษณะนี้มีประสิทธิภาพสูงสุดนั้นต้องอาศัยการยอมรับและสนับสนุนจากประชาชนที่เข้าใจถึงผลประโยชน์ของมันได้เป็นอย่างดี การสร้างความเข้าใจไม่ใช่การสร้างความหวาดกลัวต่อเทคโนโลยีจึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งยวด

 

10 | The United States of A(I)merica

การปฏิวัติอุตสาหกรรมที่ประเทศอังกฤษเมื่อกว่า 200 ปีก่อนได้ก่อให้เกิดกลุ่มก้อนของประชาชนชั้นแรงงานที่รวมตัวกันในนาม Luddite เพื่อประท้วงและทำลายเครื่องจักรทอผ้าในโรงงานอุตสาหกรรมจากความไม่พอใจจากผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเทคโนโลยีที่แย่งงานของพวกเขาและเปลี่ยนวิถีชีวิตจากชนบทมาสู่การทำงานในโรงงานที่ยากลำบากกว่าเดิม ลองจินตนาการว่าหากในตอนนั้นประเทศอังกฤษเลือกที่จะเชื่อแนวคิดแบบ Luddite และทำการแบนเทคโนโลยีอุตสาหกรรมไปเสียหมด ชาติอังกฤษก็คงกลายสภาพเป็นชาติล้าหลังที่ประชาชนยังคงรวมตัวกันตามชนบทเพื่อทอผ้าขายกันเองโดยไม่สามารถแข่งขันกับต่างประเทศและยังไม่มีทุนมากพอในการป้องกันประเทศจากเพื่อนบ้านที่มีทรัพยากรเพรียบพร้อมมากกว่ามาก การปกป้องผู้คนจากเทคโนโลยีที่จะเข้ามาเปลี่ยนโลกนั้นแท้จริงแล้วเป็นการทำร้ายพวกเขาไม่ให้มีอิสรภาพทางทางเลือกและชีวิตความเป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้น

ผู้เขียน Reid Hoffman ได้เสนอว่าประเทศทุกประเทศโดยเฉพาะชาติเสรีตะวันตกควรหันหน้ามาโอบรับเทคโนโลยี AI อย่างเต็มที่เพื่อการพัฒนาศักยภาพสูงสุดของทั้งประเทศและประชาชนภายในประเทศก่อนที่จะถูกชาติอำนาจนิยมเร่งพัฒนา AI แซงหน้าจนนำไปสู่นวัตกรรมอื่นๆและผลิตภาพที่สูงกว่า โดยรัฐบาลควรเปลี่ยนนโยบายมาสู่การสนับสนุนพัฒนาการของเทคโนโลยี AI แทนการเพิ่มความเข้มงวดและมองบริษัทเทคโนโลยีเป็นศัตรู พร้อมๆกับการแสดงออกถึงการยอมรับ AI โดยใช้ AI ในการพัฒนาขีดความสามารถของภาครัฐ ตั้งแต่ การใช้ AI ในการเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการของราชการ การใช้ AI ในการรับฟังและประมวลความคิดของประชาชนอย่างกว้างขวาง ไปจนถึง การใช้ AI เป็นแพลตฟอร์มเพื่อหาฉันทามติของประชาชนโดยเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมต่อการออกกฎหมายอย่างโปร่งใสที่ทำให้ประชาธิปไตยทางตรงโดยไม่ผ่านตัวแทนเกิดขึ้นได้จริง เพื่อสร้างประเทศที่ประชาชนทุกคนได้รับโอกาสในการเพิ่มองค์ความรู้และศักยภาพของตัวเองอย่างเต็มที่ที่มีแต่จะนำพามาซึ่งโลกที่เต็มไปด้วยนวัตกรรมและความสุข




<<< ติดตาม [สรุปหนังสือ] เล่มอื่นๆต่อได้ทางนี้เลยครับ [CLICK] >>>

 

<<< ที่สำคัญ อย่าลืมกดไลค์ Panasm’s Facebook Page เพื่อติดตามอัพเดทใหม่ๆของผมนะครับ [CLICK] >>>

 

<<< ปิดท้าย สิ่งที่ผมทำสรุปมานั้นเป็นเพียงแค่เนื้อหาส่วนที่ผมสนใจที่สุดของหนังสือเล่มนี้ สำหรับเพื่อนๆที่ถูกใจสรุปของหนังสือเล่มนี้ อย่าลืมซื้อหนังสือเล่มเต็มและอุดหนุนผู้เขียนกันด้วยนะครับ ขอบคุณที่ติดตามครับผม >>>

 

1 Comment on [สรุปหนังสือ] Superagency : What Could Possibly Go Right with Our AI Future

Leave a Reply

Your email address will not be published.


*