News Ticker

[สรุปหนังสือ] The Art of Spending Money : Simple Choices for a Richer Life

 

 

[#สรุปหนังสือ] The Art of Spending Money : Simple Choices for a Richer Life (2025)

โดย Morgan Housel

 

“Nothing’s worse than getting what you want but not what you need.”

 

เงินซื้อความสุขได้หรือไม่ ? การใช้เงินสามารถทำให้คุณมีความสุขมากขึ้นหรือไม่ ? คำตอบของทั้งสองคำถามก็คือ “แน่นอนอยู่แล้ว” แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายที่พวกเรามากมายไม่สามารถใช้เงินในการสร้างความสุขได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยที่คนส่วนใหญ่เลือกที่จะติดกับดักเป็นทาสของเงินเพื่อซื้อในสิ่งอู้ฟู่ที่เราอยากได้แต่ไม่ได้ต้องการมันจริงๆ เพราะอาจหลงลืมไปว่าความสุขของมนุษย์ในท้ายที่สุดนั้นขึ้นอยู่กับสุขภาพกาย สุขภาพใจ ความสัมพันธ์ ความไม่ลำบากจากการมีปัจจัยพื้นฐานที่ครบถ้วนและความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าแค่ตัวของตัวเอง ซึ่งล้วนสามารถใช้เงินเป็นเครื่องมือในการเพิ่มพูนปัจจัยเหล่านี้ได้

The Art of Spending Money คือ หนังสือเล่มใหม่ล่าสุดของ Morgan Housel ผู้เขียนหนังสือระดับ bestseller อย่าง The Psychology of Money ที่คราวนี้เลือกนำเสนอ “ศิลปะ” ในการใช้จ่ายเงินเพื่อชีวิตที่เรียบง่ายและมีความสุขผ่านการทำความเข้าใจหลักการทางจิตวิทยาของมนุษย์ โดยมีธีมใหญ่ๆ 3 ข้อ ได้แก่

  • There are two ways to use money : วิถีการใช้เงินนั้นมีอยู่ 2 ทาง ทางแรกก็คือการใช้เงินเพื่อชีวิตที่ดีขึ้นและอีกทางก็คือการใช้เงินเป็นมาตรวัดทางสังคมเพื่อเปรียบเทียบสถานะกับผู้อื่น มนุษย์ส่วนใหญ่ต่างก็ต้องการเส้นทางแรกกันทั้งนั้น แต่พวกเราก็มักติดกับดักอยู่ในเส้นทางที่สอง
  • Money is a tool you can use, but if you’re not careful, it will use you : เงินคือเครื่องมือที่นำไปสู่ชีวิตที่ดีกว่าได้ แต่ถ้าไม่ระวังตัว คุณก็อาจตกเป็นทาสของเงินและจมปลักไปกับการมัวแต่หาเงินให้เพิ่มพูนขึ้น จนหลงลืมความต้องการในการมีความสุขอย่างแท้จริงไป
  • Spending money can buy happiness, but it’s often an indirect path : คุณไม่สามารถซื้อความสุขด้วยเงินแบบตรงๆได้ แต่เงินสามารถใช้ซื้อความสุขทางอ้อมผ่านการซื้ออิสรภาพและสิ่งที่ช่วยนำไปสู่เป้าหมาย อาทิ การมีสุขภาพที่ดีและการมีความสัมพันธ์ทางครอบครัวที่ดีได้

ขอเชิญทุกท่านที่ต้องการใช้เงินให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อตัวเองอ่านสรุปหนังสือ The Art of Spending Money เล่มนี้กันได้เลยครับ

 

1 | All Behavior Makes Sense with Enough Information

คำถามสำคัญในการทำความเข้าใจวิธีคิดของผู้คนแต่ละคนก็คือ “ประสบการณ์อะไรในชีวิตที่คุณเคยผ่านมาโดยที่ฉันยังไม่เคยที่ทำให้คุณเชื่อในสิ่งที่คุณทำซึ่งแตกต่างจากสิ่งที่ฉันทำ?” ซึ่งแนวคิดนี้ก็ใช้ได้กับการตัดสินใจใช้เงินของผู้คนแต่ละคนที่ไม่มีวิธีการเดียวในการทำให้ผู้คนทุกคนมีความสุขที่สุดเหมือนๆกันทุกคน พฤติกรรมการใช้เงินของมนุษย์แต่ละคนล้วนขึ้นอยู่กับประสบการณ์ในชีวิตของพวกเขาที่แตกต่างกัน สิ่งที่เรามองว่าบ้าก็อาจเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลมากๆของคนอีกคนหนึ่ง อาทิ การซื้อรถหรูอาจเป็นแค่เรื่องพื้นฐานของลูกชายของมหาเศรษฐีแต่กลับเป็นรางวัลของการทำงานอย่างหนักของนักธุรกิจหน้าใหม่ที่ประสบความสำเร็จจากศูนย์

แนวคิดในการทำความเข้าใจพฤติกรรมของผู้อื่นจึงต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจประสบการณ์และองค์ความคิดของพวกเขา โดยไม่ด่วนตัดสินใจว่าพฤติกรรมเหล่านั้นไม่สมเหตุสมผลเพียงเพราะประสบการณ์ชีวิตและความเชื่อของพวกเขานั้นแตกต่างจากของเรา

 

2 | May I Have Your Attention Please

ลองจินตนาการว่าคุณอยากให้ผู้คนที่คุณรักพูดถึงคุณในงานศพของคุณว่าอะไร ? คำตอบของคุณคงเป็นประมาณนี้ ”A เป็นคนที่ทุกคนรัก เคารพและชื่นชม…” มากกว่า “A มีบ้านหลังใหญ่โต ห้องครัวเป็นกระเบื้องหินอ่อนอิตาลี มีเครื่องเพชรมากมาย มีรถหรูหลายคัน…“ เพราะเอาเข้าจริงแล้ว สิ่งที่ทำให้มนุษย์มีความสุขนั้นคือการได้รับความรัก ความเคารพ ความชื่นชมและการยอมรับจากบุคคลที่พวกเราอยากให้พวกเขารู้สึกอย่างนั้น

แนวคิดในการใช้จ่ายอย่างหรูหราด้วยการซื้อของที่ช่วยเสริมสถานะเพื่อหวังว่าผู้คนจะเคารพและชื่นชมนั้นมักได้ผลลัพธ์แค่เพียงระยะสั้นๆและยังไม่ค่อยตรงจุด เพราะคนที่มักตื่นตาตื่นใจกับความหรูหราของเรามักเป็นคนแปลกหน้าหรือคนรู้จักอย่างห่างๆที่พวกเขาก็คงอยากได้สิ่งเหล่านั้นเป็นของตัวเองและอาจอิจฉาเราในท้ายที่สุด ส่วนคนใกล้ชิดอย่างครอบครัวและเพื่อนนั้นกลับให้คุณค่ากับตัวตนและพฤติกรรมของเรามากกว่าสิ่งภายนอกที่ไม่ว่าจะแพงแค่ไหนก็คงไม่สามารถซื้อความรักหรือความเคารพจากพวกเขาในระยะยาวได้

 

3 | The Happiest People I Know

ช่วงเวลาแห่งความสุขในเวลาที่มนุษย์ได้สิ่งที่ปรารถนามักมีระยะเวลาที่สั้นเพราะมนุษย์มักเกิดความต้องการใหม่ที่นำไปสู่ความทุกข์ร้อนจนกว่าจะได้มาซึ่งสิ่งเรานั้นเป็นวัฏจักรต่อเนื่องไปเรื่อยๆ เศรษฐีเงินล้านก็อยากได้เงินสิบล้าน เศรษฐีพันล้านก็อยากได้เงินหมื่นล้าน เศรษฐีล้านล้านที่ชนะแทบทุกคนแล้วก็อยากมีชีวิตเป็นอมตะ อันเป็นเหตุให้แนวคิดในการสร้างความสุขหลังจากการทำตามเป้าหมายได้สำเร็จมักใช้ไม่ได้ผลเพราะเป้าหมายของมนุษย์มักจะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆตามกาลเวลาและปริมาณเงินที่มี

สิ่งที่ผู้คนที่มีความสุขล้วนมีคือ “ความพึงพอใจในสิ่งที่มีอยู่” ซึ่งความสุขและความมั่งคั่งนั้นอาจสามารถวัดได้จากช่องว่างระหว่างสิ่งที่มีอยู่แล้วกับสิ่งที่ต้องการ หญิงวัยเกษียณที่กินเงินบำนานหลักหมื่นบาทที่พึงพอใจกับชีวิตในปัจจุบันก็อาจมีความสุขที่มากกว่ามหาเศรษฐีที่ยังไม่รู้สึกพอ ดังนั้น ยิ่งเรารู้จักพึงพอใจและเห็นคุณค่าในสิ่งที่มีอยู่ได้มากขึ้นเท่าไหร่และยิ่งเรามีความต้องการในสิ่งที่เราไม่มีน้อยลงเท่าไหร่ก็ยิ่งสร้างความสุขให้ชีวิตได้มากขึ้น การใช้เงินอย่างชาญฉลาดเพื่อซื้อสิ่งที่จะทำให้ชีวิตพึงพอใจในระยะยาวจึงเป็นกลยุทธที่สำคัญอย่างยิ่ง

 

4 | Everything You Don’t See

ความร่ำรวยคือสิ่งที่มนุษย์สามารถมองเห็นและเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นๆที่ดูเหมือนจะประสบความสำเร็จในชีวิตที่มากกว่าเราได้ แต่คฤหาสน์หลังใหญ่ รถสุดหรูและทริปท่องเที่ยวระดับ first class นั้นล้วนเป็นเพียงแค่ภายนอกที่สังเกตเห็นได้ แต่เหล่าคนที่พวกเราเปรียบเทียบด้วยอยู่นั้นก็อาจมีปัญหาในชีวิตมากมายที่พวกเราไม่รู้ อาทิ พวกเขาอาจจะขับรถหรูหราไปทำงานแต่พวกเขาก็อาจจะเกลียดงานของตัวเองมากๆก็ได้ หรือ พวกเขาอาจไปเที่ยวกับครอบครัวแต่กลับมีปัญหาทะเลาะกันมากมาย สถิติที่น่าสนใจคือมหาเศรษฐี 10 คนบนสุดของโลกนั้นมีการหย่ารวมกันถึง 13 ครั้ง !!

เงินนั้นเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งของชีวิตที่มีความสุขที่มีปัจจัยมากมายที่คนภายนอกมองไม่เห็น จงอย่าคิดถึงแต่เพียงแค่เงินที่มากขึ้นแต่ให้คิดถึงต้นทุนในการได้มาซึ่งเงินเหล่านั้นและทำความเข้าใจปัจจัยที่ทำให้ชีวิตของเรามีความสุขจริงๆ โดยเลิกเปรียบเทียบกับคนอื่นที่เรามักเห็นชีวิตเพียงด้านเดียวของพวกเขา

 

5 | The Most Valuable Financial Asset Is Not Needing to Impress Anyone

มนุษย์ทุกคนมีมาตรวัดในการเปรียบเทียบตัวเองอยู่ 2 รูปแบบ ได้แก่ การเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่นและการเปรียบเทียบตัวเองกับสิ่งที่ตัวเองต้องการเป็น โดยมนุษย์ส่วนใหญ่มักทุ่มเทเงินและความสนใจในการเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่นที่เป็นปัจจัยภายนอกที่ทั้งควบคุมไม่ได้และไม่มีทางที่พวกเราแต่ละคนจะดีกว่ามนุษย์คนอื่นๆทุกคนในทุกๆด้านไม่ว่าเราจะใช้เงินมากมายขนาดไหนก็ตาม

ดังนั้น สินทรัพย์ที่มีค่าอย่างยิ่งของมนุษย์แต่ละคนก็คือการไม่เปรียบเทียบกับผู้อื่นและหันมาทุ่มเทเงินกับเวลาไปกับการอุ้มชูจิตวิญญาณและความสุขจากข้างในของตัวเราแต่ละคนแทน เชื่อว่าทุกคนคงอยากเป็นคนที่ไม่มีคนสนใจแต่มีความสุขอย่างเต็มเปี่ยมมากกว่าคนที่มีแต่คนอิจฉาแต่ภายในกลับไม่มีความสุขเลย

 

6 | What Makes You Happy

เรื่องราวที่อธิบายถึงกลไกของความสุขได้ดีที่สุดคือ เรื่องราวของลูกเรือของ The Endurance ที่ติดอยู่ในน้ำแข็งเย็นยะเยือกของมหาสมุทรแอนตาร์กติกในปี 1915 ที่บรรดาลูกเรือทั้งหมดต้องพายเรือกู้ชีพฝ่าความหนาวเย็นติดลบกว่า 19 เดือนโดยยังชีพด้วยเนื้อแมวน้ำและสาหร่ายทะเลจนกระทั่งถึงฝั่ง โดยวันที่ความสุขของลูกเรือทุกคนพุ่งกระฉูดก็คือวันที่พวกเขาถึงฝั่งอย่างปลอดภัย ได้อาบน้ำร้อน ได้ทานอาหารอุ่นๆและได้นอนนานกว่า 12 ชั่วโมงที่ล้วนเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่ได้คาดหวังมาอย่างยาวนานกว่า 19 เดือน

ความสุขคือ “ความแตกต่าง” ระหว่างสิ่งที่ได้สัมผัสกับประสบการณ์หรือความคาดหวังของพวกเราแต่ละคน ความสุขที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตของมนุษย์มักเกิดขึ้นจากการได้ทำอะไรบางอย่างเป็นครั้งแรก อาทิ การใช้เงินเดือนเดือนแรกซื้อขนมกิน หรือการได้ประสบการณ์ที่เหนือกว่าความคาดหมาย ดังนั้น ชีวิตที่มีความสุขมักเป็นชีวิตที่มีความคาดหวังที่ไม่สูงจนเกินความเป็นจริง มีปัจจัยพื้นฐานที่เพรียบพร้อมและมีโอกาสได้ในสิ่งที่ต้องการที่ทำให้ใจฟูได้เป็นระยะๆ (โดยไม่ถี่เกินไปจนสิ่งเหล่านั้นกลายมาเป็นมาตรฐานของความคาดหวังใหม่ที่ทำให้สิ่งที่เคยทำให้ใจฟูนั้นกลายเป็นสิ่งธรรมดา)

 

7 | The Rich and the Wealthy

ความเชื่อที่ว่าการมีเงินมากขึ้นจะทำให้มนุษย์มีความสุขที่มากขึ้นนั้นได้นำพาให้ผู้คนมากมายติดกับดักวังวนของการตามล่าหาเงินเพื่อใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยแบบไม่รู้จบ จนเงินที่ควรจะเป็นเครื่องมือในการใช้สร้างความสุขได้แปรเปลี่ยนไปเป็นนายทาสที่ล่ามโซ่ให้พวกเขาเหล่านั้นติดอยู่ในวังวนของการไล่ล่าเงินไปเรื่อยๆ

ผู้เขียนได้แยกนิยามระหว่าง “ความรวย (rich)” และ “ความมั่งคั่ง (wealth)” ไว้ว่า ความรวยคือการมีเงินที่มากพอในการใช้จ่าย ส่วนความมั่งคั่งคือการมีเงินที่มากพอในการควบคุมชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการผ่านการมีอิสรภาพ สุขภาพกายที่ดี สุขภาพจิตที่ดีและความสัมพันธ์ที่ดี การมุ่งมั่นไปสู่การเป็นคนรวยในแบบที่สังคมปลูกฝังนั้นอาจเป็นทางเลือกที่ไม่ตอบโจทย์ชีวิตของคุณเท่ากับการเสริมสร้างความมั่งคั่งในชีวิตที่เพียงพอในการสร้างสิ่งที่คุณต้องการจริงๆ

 

8 | Utility vs. Status

คำถามที่คุณควรถามตัวเองอยู่เป็นระยะๆก็คือ “หากฉันและครอบครัวต้องไปอยู่อาศัยในเกาะที่ไม่มีผู้คนอื่นๆเลย สิ่งใดบางคือสิ่งจำเป็นที่ฉันต้องมี?“ เพื่อทำความเข้าใจความต้องการในการซื้อสิ่งของต่างๆอย่างแท้จริงของคุณ เพราะมนุษย์จำนวนมากมักเลือกที่จะซื้อสิ่งของตามค่านิยมของสังคมเพื่อเสริม ”สถานะ (status)” ให้ดูดีตามที่สังคมตั้งมาตรฐานไว้ แทนที่จะเป็นการเลือกสิ่งของตาม “คุณประโยชน์ (utility)” ที่แท้จริงของมัน เหมือนการเลือกซื้อรถ BMW รุ่นเกรดล่างสุดเพื่อได้ความเท่ของแบรนด์แทนที่จะซื้อรถ Toyota รุ่นพรีเมียมที่สุดที่เต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายในราคาเท่าๆกัน หรือ การสร้างบ้านหลังใหญ่ๆทั้งๆที่พื้นที่จำนวนมากก็ไม่ได้รับการใช้สอยแถมยังดูแลจัดการยากอีก

ดังนั้น สิ่งที่พวกเราควรต้องรำลึกไว้อยู่เสมอก็คือการเตือนสติว่าสิ่งของที่พวกเราจะซื้อนั้นเพื่อคุณประโยชน์ในการสร้างชีวิตที่แท้จริงหรือแค่เป็นการซื้อตามกระแสสังคม โดยการซื้อสินค้าหรือการมีไลฟ์สไตล์แบบไม่สนกระแสสังคมนั้นมีโอกาสสร้างความสุขที่แท้จริงและตัวตนที่แตกต่างเป็นเอกลักษณ์ให้กับคุณได้มากกว่า ในขณะที่การทำตามสังคมนั้นมีแต่จะทำให้คุณไม่แตกต่างจากคนอื่นๆอีกมากมายและยังทำให้คุณต้องดิ้นรนวิ่งไล่ตามเทรนด์ที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆโดยไม่รู้จบอีกด้วย

 

9 | Risk and Regret

ปลาหางนกยูงถือเป็นสัตว์ที่อ่อนแอที่สุดในโลกสายพันธุ์หนึ่งที่มันคืออาหารอันโอชะของเหล่าปลาและสัตว์น้ำชนิดอื่นๆรวมถึงนกและแมว สิ่งที่ธรรมชาติวิวัฒนาการให้ปลาหางนกยูงที่ใช้ชีวิตอันเต็มไปด้วยความเสี่ยงก็คือการสืบพันธุ์อย่างรวดเร็วที่ปลาหางนกยูงสามารถออกลูกจำนวนมหาศาลได้ตั้งแต่อายุ 7 สัปดาห์และออกลูกได้ทุกๆ 1 เดือน ในขณะเดียวกัน ฉลามกรีนแลนด์ที่มีอายุได้กว่า 500 ปีนั้นกลับมีวิวัฒนาการในการรักษาสภาพร่างกายของมันให้แข็งแรงและค่อยๆเติบโตอย่างช้าๆเพราะฉลามกรีนแลนด์นั้นแทบไม่มีนักล่าใดๆที่ทำอันตรายมันได้เลย

สิ่งมีชีวิตทั้งสองชนิดนั้นสามารถเปรียบเปรยได้เหมือนแนวคิดในการใช้เงินของมนุษย์ที่ฟากหนึ่งมุ่งหน้าไปในทาง “เก็บเงินเพื่ออนาคต (save for tomorrow)” เหมือนกับปลาฉลามกรีนแลนด์ ในขณะที่อีกฝ่ายคือ ”ใช้เงินสร้างความสุขในทันที (you only live once, YOLO)” เหมือนกับปลาหางนกยูงที่เร่งพัฒนาร่างกายเพื่อสืบพันธุ์อย่างรวดเร็วจนมีอายุไม่ยืนนาน

ผู้เขียนได้ให้ความเห็นว่าแนวคิดทั้งสองทางนั้นไม่มีทางไหนที่ถูกหรือผิดเสียทีเดียว การใช้เงินซื้อประสบการณ์และความสุขโดยไม่สนใจต่ออนาคตนั้นก็เต็มไปด้วยความเสี่ยง แต่การเก็บเงินเพื่ออนาคตอย่างเดียวโดยหลงลืมการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในปัจจุบันก็คงไม่น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด ดังนั้น มนุษย์ทุกคนควรเลือกสมดุลของตัวเองระหว่างการเก็บเงินและการใช้เงินโดยมีเป้าหมายคือ ”การลดความรู้สึกเสียใจในอนาคตให้ได้มากที่สุด“ เพราะชีวิตที่ดีนั้นมักมาพร้อมกับสถานะทางการเงินที่อยู่สบาย ความสัมพันธ์ทางครอบครัวที่ดี สุขภาพกายใจที่แข็งแรงและความทรงจำที่ดีที่ยิ่งมีค่าทวีคูณมากขึ้นเมื่อพวกเราอายุมากขึ้น

 

10 | Look at Them

ถึงแม้ว่า Buzz Aldrin จะเป็นมนุษย์คนที่สองในประวัติศาสตร์ที่ขึ้นไปเหยียบบนดวงจันทร์ได้สำเร็จ แต่ในใจของเขาก็มักมีความรู้สึกอิจฉาต่อ Neil Armstrong ผู้เหยียบดวงจันทร์ได้เป็นคนแรก สิ่งมีชีวิตแทบทุกชนิดบนโลกนั้นมีสัญชาตญาณในการแข่งขันกันแย่งทรัพยากรอยู่เสมอ จึงไม่แปลกอะไรที่มนุษย์จะเลือกเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่นโดยเฉพาะในยุคที่พวกเราสามารถเห็นด้านที่ดีที่สุดของแทบทุกคนบนโลกใน social media แบบนี้ ยิ่งคนรวยขึ้นเท่าไหร่ก็จะยิ่งเปรียบเทียบกับคนที่รวยยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆอย่างเป็นวงจรที่ไม่มีวันจบ

แต่การใช้ชีวิตแบบ FOMO (fear of missing out) ที่ต้องไล่ตามกระแสสังคมอย่างไม่มีวันจบนั้นช่างขัดแย้งกับความต้องการที่แท้จริงที่มักนำไปสู่ความสุขของมนุษย์อย่างการมีอิสรภาพจริงๆ ทักษะสำคัญในการมีชีวิตที่มีความสุขของมนุษย์จึงเป็นความสามารถในการไม่สนใจในสิ่งที่ผู้อื่นคิดและเลือกทำในสิ่งที่ตอบโจทย์ชีวิตของตัวเองจริงๆ นอกจากนั้น การเลือกคบผู้คนที่ไม่ทำให้เกิดความรู้สึก FOMO ก็เป็นเรื่องสำคัญ

 

11 | Wealth without Independence is a Unique Form of Poverty

ความร่ำรวยที่จะนำมาสู่ความสุขที่แท้จริงตามธรรมชาติของมนุษย์ก็คือการมี “อิสรภาพ” ในการทำอะไรก็ได้ ที่ไหนก็ได้ เมื่อไหร่ก็ได้และกับใครก็ได้ โดยอิสรภาพนั้นก็สามารถซื้อได้ด้วยเงินที่ไม่ได้ถูกใช้ซื้อสิ่งของต่างๆและถูกนำมาเก็บออมหรือลงทุนต่อยอดเพื่อสร้างรายได้แบบ passive income เพิ่มเติมเพื่อสะสมอิสรภาพให้มากขึ้นทีละขั้น โดยที่เงินเก็บเพียงเล็กน้อยก็สามารถซื้ออิสรภาพบางส่วนได้แล้ว อาทิ หากคุณต้องทำงานหาเช้ากินค่ำ การที่คุณมีเงินเก็บมากพอในการใช้ชีวิตซักหนึ่งสัปดาห์ก็สามารถซื้ออิสรภาพในเวลาที่ต้องนอนป่วยอยู่บ้านได้

หากพวกเราสามารถเปลี่ยนความคิดในการใช้เงินซื้อสิ่งของมาเป็นการใช้เงินซื้อเวลาและสะสมอิสรภาพได้ก็จะทำให้การตัดสินใจเก็บออมและลงทุนนั้นง่ายขึ้น

 

12 | Social Debt

การมีเงินและการใช้เงินมักมาพร้อมกับ “ต้นทุนทางสังคม” ที่ไม่มองเห็นในเชิงรูปธรรมแต่มักซ่อนเร้นอยู่เสมอ อาทิ นักกีฬาที่ชนะเหรียญทองและคนที่ถูกหวยรางวัลที่หนึ่งก็มักถูกญาติมิตรต่างๆมากมายมาขอแบ่งปันเงินเสมอ หรือ การซื้อรถยนต์ราคาแพงเพื่อเบ่งความโก้หรูของตัวเองก็มักจะมาพร้อมกับต้นทุนในการเปลี่ยนรถคันถัดไปให้ทันกระแสอยู่เสมอ

ความมั่งคั่งทางการที่แท้จริงจึงมักเกิดขึ้นเมื่อพวกเราสามารถลดค่าใช้จ่ายที่เป็นต้นทุนทางสังคมให้ได้มากที่สุดและโฟกัสการใช้จ่ายไปกับสิ่งที่สร้างอรรถประโยชน์และความสุขที่แท้จริงเป็นหลัก

 

13 | Quiet Compounding

คำกล่าวของเล่าจื๊อที่ว่า “ธรรมชาตินั้นไม่เคยเร่งรีบ แต่ทุกอย่างก็สำเร็จ“ นั้นคือกลยุทธ์ในการสร้างความมั่งคั่งที่ยั่งยืนที่สุดผ่านการตระหนักรู้ว่าสิ่งที่ได้มาอย่างรวดเร็วก็อาจสูญเสียไปอย่างรวดเร็วไม่แพ้กันและหันมาทำการเก็บออมและลงทุนอย่างค่อยเป็นค่อยไปโดยไม่ต้องไปป่าวร้องประกาศให้ทั่วโลกต้องมาสนใจและให้ความมหัศจรรย์ของดอกเบี้ยทบต้นและการมีต้นทุนทางสังคมที่ต่ำเป็นตัวขับเคลื่อนให้ชีวิตเข้าใกล้อิสรภาพในระดับที่ตัวเองต้องการอย่างแท้จริง

 

14 | Identity

เงินนั้นเปรียบเสมือนน้ำมันที่ใช้ในทริปการขับรถท่องเที่ยว พวกเราทุกคนนั้นต้องระวังไม่ให้น้ำมันหมดระหว่างทาง แต่พวกเราทุกคนก็คงไม่ได้ยากท่องเที่ยวแต่ในปั๊มน้ำมันเพียงเท่านั้นเช่นกัน

มนุษย์ทุกคนต่างก็มักระบุตัวตนของตัวเองและยึดมั่นในตัวตนนั้นไปอย่างยาวนาน แต่การผูกตัวตนของตัวเองเข้ากับเรื่องเงิน อาทิ ฉันเป็นคนประหยัด หรือ ฉันเป็นนักลงทุนเก็งกำไร นั้นเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำเพราะเป้าหมายทางการเงินในช่วงเวลาหนึ่งนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นเป้าหมายไปตลอดชั่วชีวิต ตัวตนที่ดีจึงมักเป็นตัวตนที่ส่งผลต่อความสุขในระยะยาว อาทิ ฉันเป็นพ่อของลูกสาว หรือ ฉันเป็นคนที่ทำประโยชน์ต่อส่วนรวม และมนุษย์ทุกคนก็ควรมีความยืดหยุ่นที่พร้อมเปลี่ยนแปลงความเชื่อและตัวตนได้เสมอหากสถานการณ์ภายนอกนั้นเปลี่ยนไป

 

15 | Try Something New

เทคนิคในการเลือกอ่านหนังสืออย่างมีประสิทธิภาพของผู้เขียน Morgan Housel ก็คือการเลือกทดลองอ่านหนังสืออย่างหลากหลายที่สุด (wide funnel) แต่ก็รีบคัดกรองหนังสือที่อ่านแต่ละเล่มและเลิกอ่านหนังสือที่ไม่สนใจอย่างรวดเร็วที่สุด (tight filter) เพื่อเอาเวลาไปกับการอ่านหนังสือเล่มใหม่ที่ลองแล้วติดใจโดยไม่เสียเวลาอ่านหนังสือที่ไม่โดนใจให้จบ

หลักการใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพต่อระดับความสุขมากที่สุดนั้นก็คล้ายกับตัวอย่างด้านบนก็คือการใช้เงินเพื่อ “ทดลองสิ่งใหม่ๆ” อย่างต่อเนื่องเพื่อค้นพบว่ามีสิ่งใดที่สร้างความสุขให้กับพวกเราแต่ละคนที่มีความต้องการที่แตกต่างกันและเมื่อพบเจอสิ่งที่ไม่ใช่ก็รีบลดละเลิกไม่เสียเงินกับมันอีก โดยการทดลองในสิ่งใหม่ๆถึงแม้จะไม่ได้ชอบมากก็มักช่วยทำให้ชีวิตมีสีสันไม่หมองหม่นและมักสร้างความทรงจำหรือประสบการณ์ใหม่ๆที่มักส่งผลต่อความสุขของชีวิตที่มากกว่าการตื่นมาทำอะไรซ้ำๆเหมือนเดิมอย่างแน่นอน ดังนั้น จงใช้เงินค้นหาสิ่งที่ชอบและลองอะไรใหม่ๆไปเรื่อยๆกันเถอะ

 

16 | Your Money and Your Kids

การสอนลูกเรื่องการเงินนั้นคือศิลปะที่พ่อแม่ทุกคนจะต้องหาจุดสมดุลระหว่างการใช้เงินสร้างความสะดวกสบายให้กับลูกๆและการสอนให้พวกเขารู้จักคุณค่าของเงินให้ได้ หากคุณใช้ชีวิตอย่างหรูหราแต่บังคับให้ลูกๆใช้เงินอย่างประหยัดก็อาจทำให้พวกเขาเกลียดคุณได้อย่างไม่ยาก แต่หากคุณให้เงินพวกเขามากจนเกินไปก็มีแต่จะสร้างลูกคนรวยที่ไม่มีความทะเยอทะยานและทำให้ชีวิตของพวกเขายากลำบากในอนาคต

แนวทางการสอนลูกๆเรื่องเงินที่ผู้เขียนแนะนำก็คือการลงมือทำเป็นตัวอย่างและทำสิ่งต่างๆที่ตรงตามคุณค่าของตัวตนที่คุณอยากปลูกฝังให้กับลูกๆร่วมกันกับพวกเขา เพราะเด็กๆมักสังเกตและยึดมั่นในคุณค่าตามสิ่งที่พ่อแม่ของพวกเขาทำและจงอย่าลืมว่าลูกๆนั้นให้คุณค่ากับเวลาที่คุณใช้ร่วมกับพวกเขามากกว่าเงินทองที่คุณให้เสมอ

 

17 | Spreadsheets Don’t Care About Your Feelings

การตัดสินใจทางการเงินนั้นไม่ใช่การตัดสินใจทางคณิตศาสตร์แบบ 100% ที่ทุกปัจจัยนั้นสามารถทำออกมาเป็นโมเดลใน Excel เพื่อคำนวณทางเลือกที่ดีที่สุดได้เสมอ เพราะการตัดสินใจทางการเงินนั้นมีผลต่ออารมณ์ความรู้สึกที่ประเมินค่าไม่ได้อยู่เสมอ อาทิ คุณคงไม่เลือกย้ายบ้านไปอยู่บ้านใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม 12% ในราคาที่เท่าบ้านเดิมของคุณโดยไม่คำนึงถึงมูลค่าของความทรงจำที่คุณมีในบ้านหลังเดิมที่ประเมินค่าได้ยาก จงเข้าใจเสมอว่าการตัดสินใจทางการเงินนั้นเป็นศิลปะที่ผสมผสานกันระหว่างตัวเลขและความรู้สึกและจงอย่าละเลยความรู้สึกของคุณ

 

18 | The Finer Things

ค่าใช้จ่ายที่เล็กน้อยเมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายใหญ่ๆ อาทิ ค่าบ้าน ค่ารถและค่าเล่าเรียนลูก นั้นแท้จริงแล้วกลับมีความสำคัญอันมหาศาลเพราะมนุษย์ส่วนใหญ่มักมองข้ามการใช้จ่ายเล็กๆที่เมื่อนำมาร่วมกันและคิดคำนึงถึงต้นทุนค่าเสียโอกาสในการนำเงินเหล่านั้นไปลงทุนต่อก็อาจกลายมาเป็นเงินมหาศาลที่เปลี่ยนชีวิตได้ การดื่มกาแฟแก้วละ 100 บาททุกวันเป็นเวลา 10 ปีนั้นก็มีมูลค่าเท่ากับรถคันหนึ่งได้เลย (ไม่ได้ไม่เชียร์ให้ดื่มกาแฟนะครับ แค่ยกตัวอย่างเฉยๆ ฮ่าๆ)

ดังนั้น จงอย่าหลงลืมค่าใช้จ่ายเล็กๆน้อยๆที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยๆจนไม่รู้ตัวว่าเงินจำนวนมากนั้นได้หายไปไหนและวางแผนการใช้เงินที่เหมาะสมด้วยข้อมูลที่ชัดเจนในสมองของเรา แต่ก็จงอย่าหลงมัวแต่คิดถึงเรื่องเล็กๆจนลืมคิดถึงค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ๆที่สำคัญยิ่งกว่าเช่นกัน

 

19 | The Life Cycle of Greed and Fear

อารมณ์ตามสัญชาตญาณของมนุษย์ที่มักนำไปสู่การตัดสินใจทางการเงินที่ผิดพลาดก็คือ “ความโลภ” และ “ความกลัว” โดยการทำความเข้าใจและตระหนักรู้ถึงอารมณ์ทั้งสองนี้อยู่เสมอก็จะทำให้การตัดสินใจของคุณนั้นดีขึ้น

ซึ่งแท้จริงแล้ว อารมณ์ทั้งสองก็มักเกิดขึ้นเป็นวัฏจักรที่เริ่มต้นเมื่อคุณประสบความสำเร็จกับอะไรบางอย่างจนทำให้คุณเริ่มมั่นใจและมีความโลภในการประสบความสำเร็จที่มากขึ้น จนกระทั่งวันที่ความสำเร็จนั้นเริ่มกลายมาเป็นความล้มเหลวที่เริ่มสร้างความกลัวให้คุณหมดความมั่นใจและล้มเลิกสิ่งเหล่านั้นไป จนถึงวันที่ความกลัวลดต่ำลงและคุณได้เจอโอกาสใหม่ที่ทำให้ความสำเร็จกลับมาได้อีกครั้ง

 

20 | How to Be Miserable Spending Your Money

แนวทางในการใช้เงินเพื่อนำไปสู่ความสุขนั้นไม่มีสูตรสำเร็จและมักแตกต่างกันไปตามตัวตนของมนุษย์แต่ละคน แต่แนวทางในการใช้เงินที่จะนำไปสู่ชีวิตที่เต็มไปด้วยความทุกข์นั้นเป็นสิ่งที่สากลตามบทเรียนที่ผ่านมาของหนังสือเล่มนี้ ได้แก่

  • การผูกเป้าหมายในชีวิตและตัวตนของตัวเองเข้ากับเงินจนลืมไปว่าเงินคือเครื่องมือที่ช่วยนำไปสู่ความสุขที่แท้จริงและเงินไม่ใช่เจ้านายของเรา
  • การใช้เงินซื้อสิ่งของเพื่อเปรียบเทียบสถานะของตัวเองกับผู้อื่นในสังคมโดยที่ไม่ได้ต้องการสิ่งของเหล่านั้นจริงๆ
  • การใช้เงินในปริมาณที่สูงเมื่อเทียบกับรายได้จนทำให้ความอิสระในชีวิตลดลงและทำให้ชีวิตต้องพึ่งพิงกับผู้อื่น อาทิ เจ้านาย
  • การเก็บออมเงินเพื่ออนาคตเพียงอย่างเดียวจนหลงลืมที่จะใช้เงินเพื่อชีวิตที่ดีในปัจจุบัน
  • การคิดว่าสิ่งที่ตัวเองรู้นั้นคือความจริงแท้ของโลกจนไม่ทดลองเปิดใจกับสิ่งใหม่ๆที่อาจเปลี่ยนความคิดและทำให้ชีวิตกระชุ่มกระชวยขึ้นได้

 

21 | The Luckier You Are, the Nicer You Should Be

Kevin Costner นักแสดงชื่อดังมีเพื่อนคนหนึ่งที่มีอาชีพเป็นนักเขียนไส้แห้งที่เขาให้ความช่วยเหลือและให้ที่พักพิงมาอย่างยาวนาน จนวันหนึ่ง เพื่อนคนดังกล่าวที่ตอนนั้นต้องทำงานเป็นพนักงานล้างจานก็ขอให้ Kevin Costner อ่านบทภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง ซึ่งท้ายที่สุดเขาก็ยอมอ่านและนั่นก็นำไปสู่ภาพยนตร์เรื่อง Dances with Wolves ที่ Kevin Costner ทำหน้าที่เป็นผู้กำกับด้วยตัวเองและยังทำให้เขาชนะรางวัลออสการ์ทั้งสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและผู้กำกับยอดเยี่ยมไปในปี 1990

ในโลกอันซับซ้อนที่เต็มไปด้วยโชคและความไม่แน่นอน พวกเราไม่มีทางรู้หรอกว่าวันไหนเราจะต้องพึ่งพิงใครในอนาคตหรือไม่ สิ่งที่พวกเราทุกคนทำได้ในตอนนี้จึงเป็นการมอบเมตตาให้กับผู้อื่น โดยยิ่งคุณเกิดมาโชคดีเท่าไหร่ก็ยิ่งควรมอบเมตตาให้กับผู้อื่นให้มากขึ้นเท่านั้น




<<< ติดตาม [สรุปหนังสือ] เล่มอื่นๆต่อได้ทางนี้เลยครับ [CLICK] >>>

 

<<< ที่สำคัญ อย่าลืมกดไลค์ Panasm’s Facebook Page เพื่อติดตามอัพเดทใหม่ๆของผมนะครับ [CLICK] >>>

 

<<< ปิดท้าย สิ่งที่ผมทำสรุปมานั้นเป็นเพียงแค่เนื้อหาส่วนที่ผมสนใจที่สุดของหนังสือเล่มนี้ สำหรับเพื่อนๆที่ถูกใจสรุปของหนังสือเล่มนี้ อย่าลืมซื้อหนังสือเล่มเต็มและอุดหนุนผู้เขียนกันด้วยนะครับ ขอบคุณที่ติดตามครับผม >>>

 

Be the first to comment

Leave a Reply

Your email address will not be published.


*