News Ticker

[สรุปหนังสือ] Take Me to Your Leader : Perspectives on Your First Alien Encounter

 

 

[สรุปหนังสือ] Take Me to Your Leader : Perspectives on Your First Alien Encounter (2026)

by Neil deGrasse Tyson

 

“Upon seeing evidence of rampant irrationality in human civilization, the Aliens would surely rush home and report no sign of intelligent life on Earth.”

 

จักรวาลที่มนุษย์สามารถสังเกตเห็นได้นั้นมีความกว้างไม่ต่ำกว่า 90,000 ล้านปีแสง มีอายุมากกว่า 13,800 ล้านปีและมีดวงดาวไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านล้านล้านดวง !! ในขณะเดียวกัน สิ่งมีชีวิตก็ได้ถือกำเนิดและอาศัยอยู่ในโลกมายาวนานกว่า 95% ของอายุของดาวเคราะห์โลกดวงนี้ !! ความจริงที่ว่าจักรวาลนั้นมีดวงดาวจำนวนมหาศาล มีองค์ประกอบของชีวิตอย่างอุดมสมบูรณ์และการเกิดขึ้นของชีวิตบนโลกนั้นไม่ได้ยากขนาดนั้นล้วนนำมาสู่คำถามที่ชวนให้ผู้คนทั่วโลกต่างสงสัยและหลงใหลว่า “พวกเราอยู่ในจักรวาลแห่งนี้เพียงลำพังจริงหรือ?”

Take Me to Your Leader คือ หนังสือคู่มือที่ทั้งเต็มไปด้วยสาระและความสนุกของ Neil deGrasse Tyson นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ชื่อดังเจ้าของหนังสือระดับ bestseller อย่าง Astrophysics for People in a Hurry ที่ว่าด้วยหลักการในการรับมือกับการมาเยือนของเอเลี่ยนผ่านการคาดการณ์ด้วยองค์ความรู้และประสบการณ์แบบนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ที่ต้องการพบเจอกับเอเลี่ยนตัวจริงมากไม่น้อยไปกว่ามนุษย์คนไหนๆ ขอเชิญทุกท่านที่ชอบในวิทยาศาสตร์และการตั้งคำถามถึงสิ่งมีชีวิตต่างดาวอ่านสรุปหนังสือเล่มนี้กันได้เลยครับ !!

 

ผู้เขียน Neil deGrasse Tyson (source: National Geographic)

 


 

1 | Alien to Us

ถ้า UFO ลงจอดที่หน้าบ้านของคุณและมีเอเลี่ยนที่หน้าตาแปลกตายื่นอวัยวะที่ไม่คุ้นเคยมาหาคุณแล้ว สิ่งแรกที่คุณต้องตระหนักรู้ก่อนเลยก็คือจงอย่ายื่นมือไปจับมัน !! เพราะคุณไม่อาจรู้เลยว่าอวัยวะนั้นคืออะไรและการจับมือนั้นเป็นรูปแบบการทักทายของมนุษย์เพียงบางส่วนของโลกเท่านั้นไม่ใช่รูปแบบการทักทายอย่างสากลของจักรวาล (ใครจะไปรู้ บางทีเอเลี่ยนอาจจะทักทายกันด้วยการดมก้นแบบน้องหมาก็เป็นได้…)

จินตนาการของมนุษย์ในการวาดฝันถึงรูปร่างหน้าตาของเอเลี่ยนมักอิงจากร่างกายของพวกเราเองเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็น เอเลี่ยนตัวสีเทาตาโตหัวโล้นที่กลายเป็นสัญลักษณ์หลักของมนุษย์ต่างดาว (ซึ่งดีไซน์นี้เริ่มต้นจากสองสามีภรรยา Hill ที่อ้างว่าเอเลี่ยนลักษณะแบบนี้ลักพาตัวพวกเขาไปในปี 1961) หรือเอเลี่ยนอสูรกายอย่าง Xenomorph ในภาพยนตร์ Alien ที่ก็มีใบหน้า ปาก แขน ขา เล็บและโครงกระดูกแบบมนุษย์

 

หน้าตาของเอเลี่ยนที่ลักพาตัวสองสามีภรรยา Hill ที่ต่อมาได้กลายมาเป็นภาพจำของเอเลี่ยนในวงการภาพยนตร์ (source: Unresolved.me)

 

แต่เอาจริงๆแล้ว มนุษย์ไม่อาจรู้ได้เลยว่าสิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นในต่างดาวนั้นจะมีหน้าตาแบบไหน ?? โดยลองคิดง่ายๆว่ามนุษย์กับกล้วยนั้นมีองค์ประกอบของ DNA ที่เหมือนกันกว่า 25% เพราะทั้งคู่เกิดจากวิวัฒนาการบนโลกใบเดียวกัน แต่สิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นบนดาวดวงอื่นๆนั้นอาจไม่มีแม้กระทั่ง DNA และอาจไม่ต้องการธาตุสำคัญ อาทิ น้ำและออกซิเจน แบบเดียวกันกับสิ่งมีชีวิตบนโลกก็เป็นได้ ตัวอย่างการออกแบบที่น่าสนใจก็คือ Rocky เอเลี่ยนหินชาว Eridian ใน Project Hail Mary ที่แทบจะไม่มีองค์ประกอบใดๆที่คล้ายกับมนุษย์เลย ดังนั้น บทสรุปข้อแรกของการรับมือกับเอเลี่ยนก็คือคุณไม่มีทางรู้เลยว่าเอเลี่ยนนั้นจะมาในหน้าตาแบบไหน

 

เอเลี่ยนหินชาว Eridian ในหนังสือ Project Hail Mary ของผู้เขียน Andy Weir (source: Artstation)

 

2 | Alien to Them

มนุษย์เป็นสปีชีส์ที่มองตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล พวกเราเชื่อว่าพระเจ้าผู้สร้างของจักรวาลสร้างมนุษย์จากรูปร่างของพระองค์เองและเชื่อว่าพระเจ้าต้องการบังคับให้เรากินหรือห้ามกินอะไรในช่วงเวลาไหนของวัน มนุษย์ยังเชื่อในหลักโหราศาสตร์ว่าตำแหน่งของดวงดาวนั้นส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์แต่ละคนและยังกล้าแม้กระทั่งถามว่า “ดวงอาทิตย์ขึ้นกี่โมง” ทั้งๆที่คำถามที่ถูกต้องก็คือ “โลกจะหมุนให้ตำแหน่งของเราเริ่มเห็นดวงอาทิตย์ตอนกี่โมง”

ลองจินตนาการว่าเอเลี่ยนที่มีทุกอย่างแตกต่างจากมนุษย์จะงงขนาดไหนเมื่อพวกมันเดินทางมาบนโลก ตั้งแต่ การเลือกว่าสิ่งมีชีวิตชนิดไหนนั้นคือจุดสูงสุดของโลกที่ปลาวาฬ ช้างกับปลาโลมานั้นมีสมองที่ใหญ่กว่ามนุษย์ในขณะที่มดกับนกบางชนิดนั้นมีมวลสมองต่อมวลร่างกายที่มากกว่ามนุษย์ การสังเกตพฤติกรรมแปลกๆอย่างการใช้การกระทบกันของมวลเนื้อในการเปล่งเสียงเป็นภาษาที่มีนับพันๆภาษาในโลกใบเดียวหรือการเอาอวัยวะส่วนที่ใช้กินอาหารและสื่อสารมาแนบกันและแลกเปลี่ยนน้ำลายเพื่อแสดงถึงความรัก ไปจนถึง พฤติกรรมการทำลายล้างทรัพยากรโลกและมนุษย์ด้วยกันเองเพียงเพราะตำแหน่งที่เกิดหรือความเชื่อที่ก็ไม่ใช่ความจริงของจักรวาลนั้นแตกต่างกัน นี่ยังไม่รวมถึงข้อความแปลกๆที่เราส่งออกไปสู่จักรวาลมากมายที่อาจทำให้เอเลี่ยนเข้าใจผิด (อาทิ การส่งออกรายการทีวี Star Trek ที่อาจทำให้เอเลี่ยนเชื่อว่ามนุษน์นั้นสามารถบิดเบือนกาลอวกาศได้) และขยะในชั้นบรรยากาศที่ทำให้การเดินทางมายังโลกนั้นเหมือนกับต้องฝ่าดงกระสุนความเร็วสูง

สิ่งที่มนุษย์จำเป็นต้องทำให้เอเลี่ยนที่มาเยือนโลกเข้าใจอย่างรวดเร็วที่สุดก็คือมนุษย์เป็นสปีชีส์ที่ทรงภูมิที่สุดบนดาวเคราะห์ดวงนี้และควรค่าต่อการชื่นชมและการเคารพยำเกรง แต่สิ่งที่เอเลี่ยนสังเกตเห็นผ่านการกระทำของมนุษย์นั้นอาจทำให้พวกมันคิดว่าโลกไม่มีสิ่งมีชีวิตที่ทรงภูมิอยู่จริงๆเลยและบินกลับดาวโดยที่พวกเราไม่รู้ตัว

 

3 | Alien Intelligence

ความหลงตัวเองของมนุษย์ที่เชื่อว่าพวกเรานั้นเป็นสิ่งมีชีวิตที่ฉลาดที่สุดในโลกนั้นไร้ขอบเขตและการยับยั้งใดๆ โดยเมื่อเทียบกับญาติของเราอย่างลิงชิมแปนซีที่มี DNA เหมือนกับมนุษย์กว่า 98% แต่ความสามารถของลิงชิมแปนซีในการใช้ภาษามือแบบง่ายๆและเครื่องมือแบบง่ายๆ อาทิ เรียงกล่องเพื่อปีนไปหยิบกล้วย นั้นก็เป็นระดับความฉลาดที่เด็กมนุษย์วัย 2 ขวบก็ทำได้ทั้งหมดแล้ว

คำถามที่น่าสนใจก็คือถ้าหากมีเอเลี่ยนที่ฉลาดกว่าเราแค่ 2% ของ DNA ในแบบเดียวกับความต่างระหว่างมนุษย์กับลิงชิมแปนซีหละ ? (เอเลี่ยนวัย 2 ขวบก็อาจเขียนทฤษฎีสัมพันธภาพในชั้นเรียน pre-school ได้แล้ว…) มนุษย์อาจไม่เข้าใจในความล้ำหน้าของสติปัญญาของเอเลี่ยนเลยและเอเลี่ยนเองก็อาจมองเราเป็นเพียงมดหรือลิงชิมแปนซีที่ไม่จำเป็นต้องมาพูดคุยเจรจาด้วยแต่อย่างใด

ดังนั้น สิ่งที่มนุษย์พอจะเตรียมการเพื่อรองรับการมาเยือนของเอเลี่ยน (ที่น่าจะฉลาดกว่าเราแน่ๆจนเดินทางมาถึงโลกได้) ก็คือการแสดงว่าพวกเรานั้นมีสติปัญญาอยู่นะ ซึ่ง Neil DeGrasse Tyson ก็แนะนำให้ใช้ “คณิตศาสตร์” ที่เป็นดั่งภาษาสากลของจักรวาลมาจัดแสดงโดยมนุษย์ต้องไม่ลืมว่าพวกระบบตัวเลขและหลักหน่วยต่างๆนั้นเป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น อาทิ เลขฐาน 10 ที่พวกเราใช้กันนั้นก็มาจากการที่พวกเรามี 10 นิ้ว และให้เลือกจัดแสดงสิ่งที่มนุษย์ต่างดาวจะเข้าใจได้ง่ายๆด้วยรูปภาพ อาทิ การวาดสามเหลี่ยมทฤษฎีพีทาโกรัส

 

สามเหลี่ยมทฤษฎีพีทาโกรัส (source: GraphicMaths)

 

4 | Alien Science & Technology

เอเลี่ยนที่สามารถเดินทางข้ามจักรวาลมายังโลกมนุษย์ได้นั้นต้องมีเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าไปกว่ามนุษย์มากทีเดียว แต่เฉกเช่นเดียวกับที่มนุษย์นั้นแทบไม่สามารถพยากรณ์ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของเผ่าพันธุ์เราเองได้ การพยากรณ์ว่าเอเลี่ยนนั้นมีเทคโนโลยีถึงขั้นไหนแล้วนั้นก็เป็นเรื่องที่ยากมาก แต่สิ่งที่พวกเราสามารถเชื่อมั่นได้ก็คือเทคโนโลยีของเอเลี่ยนนั้นต้องอยู่ภายใต้ “กฏของฟิสิกส์” ที่มนุษย์ยังสามารถใช้อธิบายทุกปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในจักรวาล (เท่าที่เรารู้) ได้และค่าคงที่ทางฟิสิกส์อย่างความเร็วแสงและค่าคงตัวความโน้มถ่วง (G) ก็น่าจะเป็นสิ่งที่มนุษย์ต่างดาวรู้และเข้าใจ (แต่ใช้หน่วยคนละหน่วยกับมนุษย์ที่ชอบออกแบบหน่วยตามร่างกาย)

ยกตัวอย่างการพยากรณ์ถึงเทคโนโลยีของเอเลี่ยนโดยยึดหลักการทางฟิสิกส์ พาหนะของเอเลี่ยนในลักษณะเป็น “จานบิน UFO” ที่เดินทางแบบเลี้ยวหักศอกด้วยความเร็วสูงนั้นมีปัญหาทางฟิสิกส์มากมาย ตั้งแต่ การหมุนของจานบินเป็นการสร้างแรงโมเมนตัมให้ตัวจานบินหมุนคว้างไม่แตกต่างกับเวลาที่เฮลิคอปเตอร์ใบพัดเดียวทำงานผิดพลาดเวลาใบพัดด้านหลังไม่ทำงาน (เอเลี่ยนสามารถแก้ไขได้ด้วยการออกแบบจานบินให้มีแกนหมุนสองแกงที่หมุนคนละทิศเพื่อสมดุลทางโมเมนตัม) หรือ การเร่งเครื่องด้วยความเร็วสูงนั้นจะทำให้เกิดแรงต้านต่อร่างกายของเอเลี่ยนอย่างรุนแรงซึ่งเอเลี่ยนที่มีลักษณะแบบมนุษย์ไม่น่ารอดชีวิตได้ ไม่แตกต่างจากเวลารถแข่งพุ่งชนข้างทางอย่างจังที่ทำให้คนขับคอหักในทันทีได้ (รถแข่งที่ชนแล้วกระเด็นไปมานั้นช่วยลดแรงกระแทกจากความเร่งนี้และสามารถเพิ่มอัตราการรอดชีวิตได้)

โดยเมื่อมองไปที่ความเป็นไปได้ทางฟิสิกส์และจินตนาการว่ามีเอเลี่ยนเผ่าพันธุ์หนึ่งที่สามารถเดินทางด้วยความเร็ว 20% ของแสงและขยายเผ่าพันธุ์เป็นสองเท่าในดาวใหม่ๆอย่างต่อเนื่องแล้ว พวกมันจะใช้เวลาเพียงไม่กี่ล้านปีหรือ 0.02% ของอายุกาแล็กซี่ในการยึดครองจักรวาล แต่ทำไมมนุษย์ถึงไม่เห็นแม้แต่วี่แววของสิ่งมีชีวิตในดาวไหนๆเลย ? ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ก็มีทฤษฎีมากมายในการอธิบายปริศนานี้ อาทิ การเดินทางข้ามอวกาศนั้นเป็นเรื่องที่ยาวนานเกินจนเป็นไปไม่ได้จริง หรือ มนุษย์อาจอยู่ตามลำพังจริงๆในจักรวาลแห่งนี้ หรือ ทฤษฎี Dark Forest ที่จินตนาการว่าเอเลี่ยนในดาวต่างๆต่างพากันปกปิดสัญญาณของชีวิตเพราะกลัวถูกกลืนกินโดยเอเลี่ยนนักล่า ไปจนถึง ความคิดที่ว่าเอเลี่ยนเผ่าพันธุ์ทรงภูมินั้นโง่เขลาและทำลายล้างกันเองจนหมดสิ้นแบบมนุษย์

ปิดท้าย ตลอดระยะเวลาในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ มนุษย์เผ่าพันธุ์ที่มีเทคโนโลยีสูงกว่ามักทำลายล้างมนุษย์เผ่าพันธุ์ที่ด้อยกว่าอยู่เสมอ เราคงได้แต่หวังว่าเอเลี่ยนจะไม่มีพฤติกรรมที่โหดร้ายแบบมนุษย์นะ

 

5 | Alien Powers

การจินตนาการถึงพลังของเอเลี่ยนนั้นสามารถเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจประสาทสัมผัสของมนุษย์ที่สามารถสัมผัสทางกาย มองเห็น ได้ยิน รับรู้รสชาติและกลิ่นได้ โดยนอกจากนั้น มนุษย์ยังสามารถใช้วิทยาศาสตร์มาช่วยเพิ่มประสาทสัมผัสของตัวเองได้มากมาย อาทิ การมองเห็นแสงหรือคลื่นที่ตาของมนุษย์มองไม่เห็นอย่างอินฟราเรดและคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (แต่เอเลี่ยนที่ตาใหญ่มากๆอาจเหลือพื้นที่ให้สมองน้อยไปหน่อย) การมองทะลุร่างกายโดยใช้การเอ็กซ์เรย์ การตรวจจับเสียงที่เกินการรับรู้ของหูมนุษย์ การตรวจพบสารเคมีที่ไม่มีแม้แต่กลิ่นหรือสี ไปจนถึง การตรวจระดับการสั่นไหวของแผ่นดิน ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์สัมผัสได้นั้นก็เป็นไปได้สูงว่าเอเลี่ยนที่ทรงภูมิกว่าจะสัมผัสและรับรู้ได้ทั้งหมดเหมือนกัน

โดยถ้าคิดสนุกๆไปถึงสิ่งที่เอเลี่ยนอาจจะทำได้ตามภาพยนตร์ต่างๆตามหลักการทางฟิสิกส์แล้ว พลังพิเศษที่เอเลี่ยนอาจทำได้ด้วยเทคโนโลยีล้ำๆก็มีมากมาย อาทิ การอ่านความคิดของมนุษย์ที่ส่งคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าออกมาและการส่งคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าของตัวเองไปบงการความคิดของมนุษย์ การล่องหนด้วยการควบคุมอนุภาคโฟตอนให้ผ่านร่างกายอย่างรวดเร็ว ไปจนถึง การเข้าสู่มิติที่ 4 ที่มนุษย์ไม่สามารถรับรู้ได้ ไม่แตกต่างจากสิ่งมีชีวิตในโลก 2 มิติที่ไม่สามารถรับรู้ถึงมิติที่ 3 ได้เลย

 

6 | Alien Evidence

ตลอดประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ มนุษย์พิสูจน์อยู่เสมอว่าพวกเราคือสปีชีส์ที่สนใจที่จะได้คำตอบของทุกคำถามที่มีมากกว่าสนใจว่าคำตอบที่ว่านั้นมันถูกต้องจริงๆหรือเปล่า สังเกตได้จากความเชื่อเรื่องเทพเจ้าที่มักถูกใช้แทนคำตอบของคำถามที่มนุษย์ในสมัยก่อนนั้นอธิบายไม่ได้ อาทิ สายฟ้าผ่านั้นคือพลังของเทพ Zeus และดวงอาทิตย์นั้นคือพลังของเทพ Apollo

ในโลกสมัยใหม่ที่ความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ได้ตอบคำถามอย่างถูกต้องและลดบทบาทของเทพเจ้าลงไปแล้วนั้น มนุษย์โดยเฉพาะชาวตะวันตกในประเทศที่พูดภาษาอังกฤษได้ (ชาวอเมริกันรายงานการมองเห็น UFO มากกว่า 90% ของการรายงานของทั้งโลก) ก็เลือกอธิบายสิ่งที่พวกเขาไม่เข้าใจด้วยการยกเอเลี่ยนขึ้นมาแทน ไม่ว่าจะเป็นการค้นพบสิ่งที่ลอยอยู่บนฟ้าที่พวกเขาไม่คุ้นเคยว่าเป็นจานบินของเอเลี่ยน ไปจนถึง ความเชื่อที่ว่าเอเลี่ยนเป็นคนสร้างสิ่งปลูกสร้างใหญ่ๆในสมัยโบราณ อาทิ พีระมิด (อาจเป็นเพราะคนขาวไม่อยากเชื่อว่าชาวอียิปต์นั้นเคยมีเทคโนโลยีที่สูงกว่าพวกเขา)

ผู้เขียน Neil deGrasse Tyson ได้ตั้งคำถามใหญ่ๆตัวโตๆถึงหลักฐานในการมีอยู่ของเอเลี่ยนอย่างภาพถ่าย UFO (unidentified flying object) ที่ต่อมาเปลี่ยนชื่อให้ครอบคลุมมากขึ้นจากวัตถุลอยได้เป็น “ปรากฏการณ์ที่อธิบายไม่ได้” อย่าง UAP (unidentified anomalous phenomena) นั้นส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่อธิบายได้ทางวิทยาศาสตร์ อาทิ การเข้าใจผิดจากแสงของเครื่องบิน โดรนและดวงดาว หรือ ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ผู้คนทั่วไปไม่ค่อยรู้จัก โดยผู้เขียนตั้งคำถามว่าสารคดีที่มีอยู่มากมายนั้นไม่เคยมีใครที่สามารถโชว์หลักฐานจริงๆของเอเลี่ยนได้เลยและในโลกปัจจุบันที่ทุกคนมี smartphone ที่พร้อมถ่ายรูปชัดๆได้ในไม่กี่วินาทีและผู้คนนับล้านๆก็บินอยู่บนฟ้าในทุกๆวันแล้ว ทำไมภาพถ่ายของ UAP กลับลดลง ? ส่วนความเชื่อที่ว่ารัฐบาลสหรัฐนั้นปกปิดเรื่องมนุษย์ต่างดาวได้อย่างแนบเนียนมาโดยตลอดนั้นก็ช่างขัดแย้งกับการที่ผู้คนรู้สึกว่ารัฐบาลนั้นช่างไร้ประสิทธิภาพจริงๆ

 

เมฆประเภท orographic cloud ที่มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็น UAP (source: Wikipedia)

 

7 | Alien to Me

ผู้เขียน Neil deGrasse Tyson นั้นมีความใฝ่ฝันที่จะถูกลักพาตัวไปโดยเอเลี่ยนมาตั้งแต่เด็กๆ แต่จนถึงปัจจุบันนี้ เขาเองก็ไม่เคยพบเจอหลักฐานของการมีอยู่ของสิ่งมีชีวิตจากต่างดาวที่น่าเชื่อถือตามหลักการทางวิทยาศาสตร์เลย โดยเขาให้ข้อเสนอว่าสิ่งที่ผู้ที่กล่าวอ้างถึงการมีอยู่ของเอเลี่ยนต้องทำนั้นเรียบง่ายมากก็คือการแสดงหลักฐานทางกายภาพและส่งต่อหลักฐานเหล่านั้นให้กับเพื่อนนักวิทยาศาสตร์จากหลากหลายสถาบันให้ตรวจสอบและเห็นตรงกันเป็นเอกฉันท์เท่านั้นถึงจะเชื่อได้จริงๆ

 

Tianyan หรือ “ดวงตาสวรรค์” กล้องโทรทรรศน์วิทยุจานเดี่ยวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกที่ตั้งอยู่ที่มณฑลกุ้ยโจวที่ Neil deGrasse Tyson เชื่อว่าจะเป็นที่แรกที่พบสัญญาณของสิ่งมีชีวิตต่างดาว (source: NZHerald)




<<< ติดตาม [สรุปหนังสือ] เล่มอื่นๆต่อได้ทางนี้เลยครับ [CLICK] >>>

 

<<< ที่สำคัญ อย่าลืมกดไลค์ Panasm’s Facebook Page เพื่อติดตามอัพเดทใหม่ๆของผมนะครับ [CLICK] >>>

 

<<< ปิดท้าย สิ่งที่ผมทำสรุปมานั้นเป็นเพียงแค่เนื้อหาส่วนที่ผมสนใจที่สุดของหนังสือเล่มนี้ สำหรับเพื่อนๆที่ถูกใจสรุปของหนังสือเล่มนี้ อย่าลืมซื้อหนังสือเล่มเต็มและอุดหนุนผู้เขียนกันด้วยนะครับ ขอบคุณที่ติดตามครับผม >>>