
[สรุปหนังสือ] How to Win a Trade War : A Friendly Guide to an Unfriendly World (2026)
by Soumaya Keynes & Chad Bown
“He who wishes to fight must first count the cost.” – Sun Tzu
พวกเราทุกคนต่างก็เคยละเลยถึงความสำคัญของ “การค้าขายระหว่างประเทศ (trade)” ที่เชื่อมต่อการส่งออกและการนำเข้าสินค้าของแทบทุกประเทศทั่วโลกอย่างลื่นไหลไร้ดราม่ามาเป็นระยะเวลานานหลายทศวรรษ จนกระทั่ง กลไกการค้าอย่างเสรีนั้นเริ่มไม่ตอบโจทย์สำหรับบางประเทศที่เริ่มเห็นเค้าลางมาตั้งแต่การโหวต BREXIT ที่นำพาสหราชอาณาจักรออกจากสหภาพการค้าของยุโรป ก่อนที่จะปะทุเดือดหลังจากการประกาศก้องเปิดยุคแห่งสงครามการค้าผ่านการขึ้น ”ภาษีนำเข้า (tariff)” ของประธานาธิบดี Donald J. Trump ที่อ้างว่าประเทศสหรัฐอเมริกานั้นถูกเอาเปรียบจากทั้งชาติมิตรและศัตรูมาอย่างยาวนาน
How to Win a Trade War คือ หนังสือแนวเศรษฐศาสตร์ที่อธิบายถึงกลไกของ “สงครามการค้า” อย่างมีองค์ความรู้และอารมณ์ขันโดยสองนักเศรษฐศาสตร์ Soumaya Keynes และ Chad Bowm ผู้มีจุดประสงค์ในการสร้างความเข้าใจให้กับผู้คนในยุคปัจจุบันที่คงสับสนกันไม่ใช่น้อยต่อสถานการณ์โลกที่กำลังปั่นป่วนและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนไม่เหมือนอย่างที่เคยเป็นมา ขอเชิญทุกท่านที่สนใจต่อปัจจุบันและอนาคตของระบบการค้าและภูมิรัฐศาสตร์โลกอ่านสรุปหนังสือเล่มนี้ได้เลยครับ
THE STAKES
1 | PROSPERITY : Trade Wars Don’t Come Cheap
กลไกการค้าระหว่างประเทศได้ผลักดันโลกไปสู่ยุคแห่งโลกาภิวัฒน์ที่สร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆและยกฐานะของผู้คนในประเทศที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของตลาดการค้าโลกให้สูงขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การได้มาซึ่ง iPhone ในปัจจุบันนั้นเกิดจากเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานของกว่า 200 บริษัทใน 28 ประเทศทั่วโลกที่มีส่วนในการจัดหาวัตถุดิบ ผลิตและประกอบองค์ประกอบต่างๆของโทรศัพท์มือถือหนึ่งเครื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยที่ประเทศใดประเทศหนึ่งจะสามารถทำทุกอย่างได้เพียงลำพัง
การค้าระหว่างประเทศนั้นนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจของสองประเทศคู่ค้าที่ฝ่ายส่งออกนั้นก็ได้มาซึ่งตลาดใหม่ที่ช่วยเสริมสร้าง economies of scale ที่บริษัทของประเทศส่งออกนั้นสามารถผลิตสินค้าในปริมาณที่มากขึ้นที่นำไปสู่การลดต้นทุนและการลงทุนสร้างนวัตกรรมใหม่ๆได้ ส่วนประเทศคู่ค้าฝ่ายนำเข้าก็สามารถโยกย้ายกำลังการผลิตของตัวเองไปผลิตสินค้าชนิดอื่นๆที่ประเทศมีความถนัดมากกว่าและช่วยส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันให้บริษัทภายในประเทศที่ยังสู้ได้นั้นได้เรียนรู้และมีนวัตกรรมใหม่ๆอยู่เสมอ นอกจากนั้น การนำเข้าสินค้าก็มักนำไปสู่ราคาที่ถูกลงและทางเลือกที่มากขึ้นของผู้บริโภคอีกด้วย
แต่การค้าระหว่างประเทศนั้นก็มีต้นทุนที่แต่ละประเทศต้องจ่ายที่กระทบกับผู้คนแต่ละกลุ่มไม่เท่ากัน โดยปัญหาใหญ่ที่ชัดเจนที่สุดก็คือผลกระทบต่อบริษัทและแรงงานในอุตสาหกรรมที่สู้การนำเข้าจากต่างประเทศไม่ได้ อาทิ เหล่าโรงงานผลิตของประเทศตะวันตกที่ต้องปิดตัวลงไปเป็นจำนวนมากหลังการเปิดเสรีกับประเทศจีน อันนำไปสู่ความไม่พอใจมากมายที่สร้างปรากฏการณ์ BREXIT และ Make America Great Again (MAGA) นอกจากนั้น กลไกการค้าระหว่างประเทศก็อาจนำไปสู่การสูญเสียศักยภาพในการแข่งขันของหลายประเทศที่พ่ายแพ้ในอุตสาหกรรมที่สำคัญและสร้างความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่ประเทศมหาอำนาจสามารถใช้กลไกการค้าเป็นอาวุธได้
กล่าวโดยสรุป ถึงแม้ว่าการค้าระหว่างประเทศนั้นจะสร้างประโยชน์ให้กับโลกในภาพรวมได้อย่างชัดเจน แต่โลกก็มีผู้เสียเปรียบต่อกลไกเสรีนี้และการทำสงครามการค้าก็อาจเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลของคนบางกลุ่มหรือประเทศบางประเทศก็เป็นได้ แต่ทุกฝ่ายก็ต้องคำนึงถึงต้นทุนทางเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของผู้คนที่จะได้รับผลกระทบอย่างเต็มประตูหากสินค้าที่พวกเขาจำเป็นต้องใช้นั้นมีราคาแพงขึ้นหรือขาดแคลนไปและการถดถอยทางเศรษฐกิจที่พวกเขาต้องเผชิญอย่างแน่นอน (โดยมีตัวอย่างแล้วในช่วงวิกฤติ COVID-19 ที่ทำให้การค้าหยุดชะงักและทำให้ GDP โลกติดลบไปถึง 6%)
2 | PEACE : The Link between Trade and Peace is Fragile
แนวคิดในการการสร้าง “สันติภาพ” ด้วยการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศให้เชื่อมโยงแน่นแฟ้นเกี่ยวพันกันมากขึ้นนั้นต่างถูกใช้งานอย่างต่อเนื่องในช่วงสองศตวรรษที่ผ่านมา ปริมาณการค้าระหว่างประเทศของโลกนั้นเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและสอดคล้องไปกับปริมาณของการทำ “สงคราม” ที่ลดลงจริง ว่าแต่การค้านั้นคือหนทางในการยุติสงครามอย่างเบ็ดเสร็จได้จริงหรือ ? คำตอบนั้นไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น
ตลอดช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์โลกยุคใหม่ สงครามก็ยังถือกำเนิดขึ้นอยู่เป็นระยะๆเพราะกลไกการทำสงครามนั้นมีปัจจัยที่ซับซ้อนมากไปกว่าเพียงแค่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ กลไกการค้าจึงเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งที่ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดสงครามระหว่างสองประเทศที่มีปริมาณการค้าระหว่างกันสูงเพราะการทำสงครามการค้าจะทำให้ทั้งสองฝ่ายเจ็บหนัก แต่การใช้กลไกการค้าเป็นอาวุธเพื่อสันติภาพนั้นก็ไม่ได้ให้ผลลัพธ์ที่ดีเสมอไป อาทิ ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ถึงแม้สหรัฐอเมริกาขู่แบนการส่งน้ำมันให้กับประเทศสเปนจนทำให้สเปนต้องวางตัวเป็นกลางไม่เข้ากับนาซีได้สำเร็จ แต่วิธีการเดียวกันกับผลักดันให้ประเทศญี่ปุ่นรู้สึกไม่มีอะไรจะเสียและบุกโจมตีที่อ่าว Pearl Harbor จนลุกลามเป็นสงครามขนาดใหญ่จริง
การค้าระหว่างประเทศที่แน่นแฟ้นในปัจจุบันยังอาจทำให้ฝ่ายที่ได้เปรียบในการค้าใช้เป็นเครื่องมือในการบังคับใช้อำนาจที่เหนือกว่าอีกฝ่าย อาทิ การที่ประเทศรัสเซียกล้าบุกประเทศยูเครนโดยใช้การค้าพลังงานที่ประเทศยุโรปต่างต้องพึ่งพิงรัสเซียเป็นตัวประกัน นอกจากนั้น การที่ประเทศเริ่มกลายเป็นปริปักษ์กันก็ยิ่งมีโอกาสที่จะทำให้พวกเขาก่อสงครามการค้าระหว่างกันที่อาจลุกลามต่อไปเป็นสงครามจริงๆเหมือนกับที่สหรัฐอเมริกาและประเทศจีนกำลังคุกรุ่นกันอยู่ในปัจจุบันโดยที่ต่างฝ่ายต่างก็พยายามลดระดับการค้าระหว่างกันลง (ไม่แน่ว่าทั้งคู่อาจเจริญรอยตามประเทศคู่กัดอย่างอินเดียและปากีสถานที่ถึงแม้จะมีชายแดนติดกันแต่กลับมีปริมาณการค้าระหว่างกันเพียงแค่ 0.5%)
THE PLAYERS
3 | GOVERNMENTS : If Your Adversary Divides, You Can Conquer
ณ วันที่ 2 เมษายน 2025 ที่ประธานาธิบดี Donald J. Trump ได้ประกาศว่าเป็นวันแห่งอิสรภาพของประเทศสหรัฐอเมริกาด้วยการโยนปลาเน่าอย่างการขึ้นกำแพงภาษีนำเข้าแก่แทบทุกประเทศบนโลกใบนี้พร้อมๆกัน ซึ่งหากประเทศที่เป็นดั่ง “ผู้เล่น” ในสงครามการค้าโลกนั้นตัดสินใจแบบอุดมคติด้วยการรวมตัวกันเป็น Avengers เพื่อรุมสหรัฐอเมริกากลับก็คงทำให้แผนการของ Trump นั้นล่มไม่เป็นท่าอย่างแน่นอน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงก็คือการแค่พูดถึงการร่วมมือกันเจรจาแต่สุดท้ายผู้เล่นแต่ละคนที่มีบริบทและวัตถุประสงค์ที่ไม่เหมือนกันต่างก็แย่งกันเจรจาแบบ 1 ต่อ 1 กับสหรัฐอเมริกาเพื่อชิงผลประโยชน์สูงสุดให้ตัวเอง
การทำความเข้าใจกลไกของสงครามการค้าโลกนั้นต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจผู้เล่นรายใหญ่อย่างรัฐบาลที่เป็นตัวแทนของแต่ละประเทศ โดยผู้เขียนขอเปรียบสนามการค้าโลกเป็นมหาสมุทรที่มีเรือใหญ่อยู่สามลำ อันได้แก่ สหรัฐอเมริกาที่เคยเป็น “กองเรือรบพี่ใหญ่” ที่ควบคุมกลไกการค้าโลกมาอย่างยาวนานแต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนไปเป็น “เรือโจรสลัด” ที่มีตลาดใหญ่ที่พึ่งพาตัวเองได้และพร้อมหาเรื่องกับทุกฝ่ายรวมถึงพันธมิตรเพื่อประโยชน์ของตัวเอง ประเทศจีนที่เป็น “เรือรบ“ ลำใหญ่ยักษ์ที่มีอิทธิพลต่อสมรภูมิโลกทั้งในฐานะฐานการผลิตราคาดีและตลาดนำเข้าขนาดใหญ่ยักษ์ที่ไม่มีใครอยากพลาดแต่ก็ต้องแลกกับภัยคุกคาม อาทิ การเสียดุลการค้าจากสินค้าราคาถูก ปิดท้ายด้วย สหภาพยุโรปที่เป็นดั่ง ”เรือพ่อค้า“ ที่เคลื่อนที่ช้าและพึ่งพิงการส่งออกในปริมาณมหาศาลที่แต่เดิมลอยอยู่ใกล้ๆฝั่งของกองเรือสหรัฐอเมริกาแต่ปัจจุบันเริ่มตีตัวออกห่างหลังจากถูกโจรสลัดเล็งปืนใส่
โดยการค้าระหว่างเรือยักษ์ทั้งสามนั้นมีสัดส่วนอยู่ที่ 40% ของการค้าโลก โดยปริมาณการค้าที่เหลืออีกมากนั้นอยู่กลับเรือที่เล็กลงมา อาทิ เรือเคว้งอย่างสหราชอาณาจักรที่ลอยอยู่ตรงกลางระหว่างเรือโจรสลัดที่เป็นลูกพี่ใหญ่กับเรือพ่อค้าเพื่อนบ้าน เรือเสบียงอย่างแคนาดาและแม็กซิโกที่พึ่งพิงการค้าจากกองเรืออเมริกันเป็นหลักแต่ก็ต้องเริ่มหาคู่ค้าอื่นๆเพื่อลดความเสี่ยง เรือที่เดาทางไม่ได้อย่างอินเดียที่เคยเป็นพวกเดียวกับกองเรือสหรัฐแต่เริ่มค่อยๆเข้าหาเรือรบจีนและเรือเล็กติดอาวุธอย่างรัสเซีย เรือสันติภาพอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ที่อยู่ใกล้ชิดกับเรือรบจีนแต่มีความสัมพันธ์ทางทหารกับกองเรืออเมริกัน เรือยอร์ชจิ๋วอย่างไต้หวันที่ผูกติดกับเรือรบจีนแต่ดันมีของสำคัญอย่างไมโครชิปส์ที่สหรัฐอเมริกาคอยควบคุม เรือกระด้งอย่างเวียดนามที่พยายามแย่งการเป็นฐานการผลิตจากเรือรบจีนแต่ก็ยังทำธุรกิจกับจีนอยู่มาก ไปจนถึง เรือสปีดโบ๊ดอย่างสิงคโปร์ที่พยายามเปิดการค้าแก่ทุกๆประเทศ โดยเรือขนาดรองๆแทบทุกลำนั้นมีส่วนได้ส่วนเสียกับเรือขนาดใหญ่แทบจะทั้งหมดและไม่มีใครอยากที่จะเลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างชัดเจนเพราะเกรงต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจและความมั่นคง

ประธานาธิบดี Donald J. Trump ประกาศตั้งกำแพงภาษี ณ วันที่ 2 เมษายน 2025 (source: The Guardian)
4 | COMPANIES : In a Trade War, Companies are Terrible Soldiers
ในยุคแรกเริ่มของระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ บริษัทยักษ์ใหญ่รุ่นบุกเบิกมักถูกก่อตั้งและมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการและกำหนดยุทธศาสตร์ในการดำเนินการโดยรัฐที่วางตัวบริษัทเป็นหมากสำคัญในสมรภูมิการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ อาทิ บริษัท East India Company ของประเทศอังกฤษที่ถูกก่อตั้งขึ้นเพื่อแข่งขันกับบริษัทของชาติยุโรปในการเดินเรือสินค้าไปยังประเทศแถบเอเชียโดยที่รัฐบาลก็คอยสนับสนุนสิทธิประโยชน์และการป้องกันทางทหารเพื่อรายได้และเศรษฐกิจของประเทศ
แต่บริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติในโลกตะวันตกสมัยใหม่ล้วนมีวัตถุประสงค์ในการสร้างผลกำไรเพื่อผู้ถือหุ้นเป็นหลักและบริษัทเหล่านั้นก็ล้วนอาศัยระบบการค้าแบบโลกาภิวัฒน์ในการดำเนินกิจการโดยมีห่วงโซ่อุปทานที่แผ่ขยายไปทั่วโลก ดังนั้น การหวังให้บริษัทของประเทศตัวเองเข้าร่วมรบเป็นทหารแถวหน้าในสมรภูมิสงครามการค้านั้นเป็นความหวังที่ห่างไกลจากความเป็นจริงและขัดแย้งกับผลประโยชน์โดยตรงของบริษัทเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็น การแข่งขันกันตั้งกำแพงภาษีที่บริษัทยักษ์ใหญ่เหมือนจะได้เปรียบในประเทศตัวเองมากขึ้นแต่ก็มีความเสี่ยงสูงต่อตลาดในต่างประเทศ อาทิ บริษัทรถยนต์ยุโรปยังออกมาประนามการขึ้นภาษีรถยนต์ EV จีนของสหภาพยุโรปด้วยเกรงว่าพวกเขาจะถูกรัฐบาลจีนแบนไม่ให้ทำตลาดในประเทศจีน หรือ การที่รัฐบาลขอร้องให้โยกย้ายฐานการผลิตในแต่ละครั้งก็มักต้องเผชิญหน้ากับความซับซ้อนที่นำไปสู่การขาดแคลนวัตถุดิบและต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้นจนบริษัทต่างเลือกที่จะต่อต้าน
ในอีกขั้วตรงข้าม ระบบการควบคุมจัดการบริษัทของประเทศจีนนั้นกลับยังคงมีความสามารถบังคับให้บริษัทร่วมเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้ เริ่มตั้งแต่ เหล่าบริษัทรัฐวิสาหกิจจีน (state-owned enterprises) ที่ยังคงมีอยู่มากในประเทศจีนนั้นก็พร้อมที่จะทำตามนโยบายของรัฐบาลอย่างเต็มที่ ไปจนถึง บริษัทยักษ์ใหญ่ที่ถึงแม้จะไม่ถูกควบคุมโดยตรงแต่ก็ต้องทำตามนโยบายควบคุมดูแลอย่างเข้มงวดและมักถูกบังคับให้ดำเนินการตามรัฐบาลได้ไม่ยากด้วยกลไกมากมาย อาทิ กรณีที่ Jack Ma แห่ง Alibaba ได้หายไปจากหน้าสื่อเป็นระยะเวลายาวนานหลังจากที่เขาวิจารณ์เจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าหากรัฐบาลจีนต้องการก็สามารถเปลี่ยนบริษัทสัญชาติจีนให้กลายเป็นทหารได้ถึงแม้ว่าบริษัทเหล่านั้นจะไม่เต็มใจก็ตาม
5 | PEOPLE : Shaping Public Opinion is Possible but Dangerous
ยุคทองของการเป็นฐานการผลิตโลกของประเทศจีนที่นำไปสู่การสูญเสียตำแหน่งงานในโรงงานเป็นจำนวนมากของประเทศโลกที่หนึ่งนั้นได้ผลักดันให้ประชาชนของประเทศเหล่านั้นมีความเกรี้ยวโกรธและหันหน้าเข้าหาพรรคการเมืองฝ่ายขวาจัดที่ใช้นโยบายประชานิยมเคียงคู่กับผู้นำที่ประกาศที่จะสู้เพื่อพวกเขาอย่างแข็งขัน
แต่เอาจริงๆแล้ว บทบาทของประชาชนในสงครามการค้านั้นซับซ้อนมากๆจากปัญหาพื้นฐานของระบบประชาธิปไตยที่ประชากรส่วนใหญ่นั้นไม่สามารถเข้าใจผลลัพธ์อันซับซ้อนของการตัดสินใจทางการค้าโลกได้อย่างลึกซึ้งรอบด้านและใช้วิธีการตัดสินใจตามอารมณ์และความเชื่อที่เขามีต่อผู้นำที่พูดได้ตรงใจเขาที่สุดแทน ซึ่งผู้นำสายประชานิยมก็มีสิทธิสร้างเรื่องราวที่ผลักดันมวลชนให้กลายมาเป็นผู้สนับสนุนในสงครามการค้าได้ไม่ยากเหมือนกับ Donald J. Trump และขบวนการโหวต BREXIT แต่สุดท้าย ผลลัพธ์ในระยะยาวที่ประชาชนได้รับจริงๆ อาทิ ตำแหน่งงานโรงงานที่ไม่ได้กลับมาจริงๆ หรือ การที่บริษัทของพวกเขาต้องปิดตัวลงจากกำแพงภาษี หรือ การรับภาระเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น นั้นก็อาจนำไปสู่กระแสตีกลับในท้ายที่สุด เหมือนกรณีที่ชาวสหราชอาณาจักรในปัจจุบันกว่า 2 ใน 3 อยากกลับเข้าไปอยู่ในสหภาพยุโรปดั่งเช่นเดิมหลังจากที่พวกเขาสัมผัสถึงผลลัพธ์ที่จับต้องได้ของ BREXIT
THE RULES
6 | BALANCING SUPPLY AND DEMAND : It’s Not (Just) You, It’s Me
จุดเริ่มต้นของสงครามการค้ามักเกิดขึ้นจากการที่ประเทศฝ่ายหนึ่งมีการ “ขาดดุลทางการค้า (trade deficit)” โดยการนำเข้าสินค้ามากกว่าการส่งออกอย่างต่อเนื่องและเริ่มทำการกล่าวโทษประเทศที่ ”เกินดุลทางการค้า (trade surplus)” ต่างๆนาๆก่อนที่จะเริ่มต้นทำสงครามการค้าโดยอ้างถึงการรักษาสมดุลของปริมาณการนำเข้าและส่งออกให้มีส่วนต่างที่ลดลง
ตัวอย่างที่ชัดเจนก็คือสหรัฐอเมริกาในปัจจุบันที่มีการขาดดุลทางการค้าอย่างต่อเนื่อง โดยตัวเลขทางการในปี 2024 แสดงให้เห็นว่าสหรัฐอเมริกาขาดดุลการค้าโลกถึง 1,100 พันล้านดอลลาร์ในขณะที่จีนนั้นเกินดุล 420 พันล้านดอลลาร์ (ตัวเลขจริงน่าจะเยอะกว่านั้นมาก) และยุโรปเกินดุล 620 พันล้านดอลลาร์ โดยการขาดดุลการค้าอย่างต่อเนื่องก็นำไปสู่การเพิ่มขึ้นของสัดส่วนหนี้ต่อ GDP ที่ในกรณีของสหรัฐอเมริกานั้นได้เกิน 100% ของ GDP ไปแล้ว !! ซึ่งการที่สหรัฐอเมริกามีหนี้ที่สูงมากก็นำไปสู่ความกังวลต่อผู้ซื้อหนี้ในรูปของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐมากขึ้นเรื่อยๆและทำให้ประธานาธิบดี Donald J. Trump เลือกทำสงครามการค้าเพื่อหวังลดสัดส่วนการขาดดุลนี้ลงก่อนที่จะเกิดวิกฤติในประเทศ
ในขณะเดียวกัน ประเทศมหาอำนาจที่มีสัดส่วนการเกินดุลสูงอย่างประเทศจีนนั้นก็มีปัญหาของตัวเองเช่นกันจากการที่ GDP ของประเทศพึ่งพาการลงทุนมากถึง 40% ในขณะที่ความพยายามในการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศนั้นยังไม่เห็นผลชัดเจน ซึ่งการลงทุนที่สูงประกอบกับนโยบายอุ้มบริษัทเอกชนของรัฐบาลท้องถิ่นที่ต่างก็แข่งขันกันเองก็นำมาซึ่งปัญหาการแข่งขันกันอย่างรุนแรงในภาคธุรกิจที่มีอุปทานอยู่มากจนกดดันให้ราคาสินค้านั้นต่ำติดดินจนบริษัทได้กำไรน้อยและปริมาณสินค้าราคาถูกจำนวนมากก็ล้นทะลักไปทำลายตลาดต่างประเทศจนนำไปสู่ปัญหาความไม่พอใจของการทุ่มตลาดของสินค้าจีนในทั่วโลก จนไม่แปลกที่จีนจะถูกหลากหลายประเทศทำการควบคุมการค้าและตั้งกำแพงภาษีในสินค้าบางประเภท (ซึ่งจีนก็ทำแบบเดียวกันเพื่อปกป้องบริษัทของชาติตัวเองในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์)
โดยถึงแม้ว่าโลกจะมีแนวทางตามทฤษฎีในการแก้ปัญหาความไม่สมดุลทางการค้าอย่างการปรับอัตราแลกเปลี่ยนให้ประเทศที่เกินดุลการค้ามีค่าเงินสูงขึ้นเพื่อทำให้สินค้าส่งออกแพงขึ้นโดยแลกกับการถูกลงของสินค้านำเข้าและความมั่งคั่งของผู้คนในประเทศ ประเทศผู้ได้เปรียบทางการค้ามักเลือกที่จะคงสถานภาพของตัวเองไว้จนทำให้ประเทศที่เสียเปรียบต้องเริ่มทำสงครามการค้าในท้ายที่สุดเป็นวัฏจักรไป
7 | DEALING WITH FOUL PLAY : Appealing to the Rule Book Won’t Save the Game
หนึ่งในยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศมหาอำนาจก็คือ ”การครองตลาด (market dominance)” เหมือนกับที่ประเทศเยอรมนีในสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นผู้ครอบครอบตลาดอุตสาหกรรมเคมีกว่า 90% ของโลกและใช้ความได้เปรียบเชิงปริมาณ (economies of scale) ในการกำจัดคู่แข่งด้วยการทุ่มตลาดให้ราคาต่ำๆจนคู่แข่งสู้ไม่ไหวและปิดกิจการไปก่อนที่จะเพิ่มราคาเพื่อทำกำไรมหาศาลในฐานะเจ้าตลาดและยังใช้ผลิตภัณฑ์ของตัวเองที่สามารถทำเป็นระเบิดได้เป็นอาวุธด้วยการตัดการขายไปยังประเทศศัตรูในช่วงสงคราม
กลไกการค้าของโลกที่ถูกใช้ในการควบคุมพฤติกรรมของเหล่าประเทศสมาชิกให้อยู่ในกรอบความร่วมมือทางการค้าที่ทุกประเทศยอมรับได้ถูกจัดตั้งขึ้นในรูปของกฏเกณฑ์ขององค์กรการค้าโลกอย่าง World Trade Organization (WTO) และสัญญาการค้าแบบพหุภาคีระหว่างประเทศต่างๆ ซึ่งมักมีการระบุกฏระเบียบอย่างละเอียดหนาเป็นตั้งๆที่สมาชิกทุกประเทศต้องปฏิบัติตาม อาทิ กฎการเปิดเสรีสินค้าระหว่างประเทศอย่างโปร่งใสและกฏควบคุมการตั้งภาษีนำเข้าอย่างเป็นธรรม
แต่กลไกกฎเกณฑ์การค้าโลกนั้นก็มีปัญหาใหญ่อย่าง “ความล้าสมัย” ที่กฏระเบียบถูกตกลงร่วมกันเมื่อนานมาแล้วและยากที่จะทำการอัพเดทใหม่โดยให้สมาชิกทุกชาติยอมตกลงร่วมกันได้เพราะกฎใหม่มักนำไปสู่การเสียผลประโยชน์ของบางประเทศเสมอ อาทิ ประเทศจีนที่ใช้ช่องว่างในกฏการควบคุมเงินอุดหนุน (subsidy) ของรัฐบาลในการอัดฉีดเงินให้แก่บริษัทเอกชนจนนำไปสู่การทะลักของสินค้าจีนราคาถูกไปทั่วโลก จนเป็นเหตุให้ประเทศมหาอำนาจเริ่มที่จะเลือกใช้กลไกการทำสงครามการค้าแทนการยึดมั่นในระบบกติกาที่ไม่ตอบโจทย์พวกเขาอีกต่อไป
ปิดท้าย ผู้เขียนได้ให้ความเห็นถึงกลไกระเบียบการค้าโลกในอุดมคติว่าควรมีองค์กรที่คอยตรวจสอบการครองตลาดของประเทศใดประเทศหนึ่งและออกกฎหมายในการกระจายอุตสาหกรรมนั้นๆไปในประเทศอื่นๆเพื่อลดความได้เปรียบของผู้เล่นรายเดียว ซึ่งก็คงเป็นไปไม่ได้เลยที่ประเทศมหาอำนาจรายไหนจะยอมเซ็นต์สัญญาเพื่อลดความได้เปรียบของประเทศตัวเอง
THE DEFENSE
8 | IDENTIFY VULNERABILITIES : Channel Your Paranoia Constructively
เมื่อสงครามการค้าเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ทุกประเทศจึงต้องเริ่มต้นวางแผนกลยุทธ์การป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นจากสงครามการค้า โดยขั้นตอนแรกที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือการหา “จุดอ่อน” ในระบบเศรษฐกิจของตัวเองที่ยังต้องพึ่งพิงการค้าระหว่างประเทศอยู่ โดยเริ่มจากการหาจุดอ่อนด้านการส่งออกของประเทศโดยทำการวิเคราะห์สินค้าส่งออกหลักของประเทศว่ามีขีดความสามารถในการแข่งขัน จำนวนคู่แข่งและอำนาจในการต่อรองมากน้อยขนาดไหน โดยประเทศควรเร่งสร้างจุดแข็งให้กับสินค้าส่งออกเชิงกลยุทธ์ที่ทำให้ประเทศอื่นๆแม้กระทั่งศัตรูทางการค้าต้องพึ่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อาทิ การที่สหรัฐยังต้องยอมจำนนนำเข้าแร่ยูเรเนียมจากประเทศรัสเซียหลังจากการจู่โจมยูเครนเพราะไม่มีทางเลือกอื่น หรือ การที่ประเทศจีนเร่งสร้างสินค้าส่งออกเชิงยุทธศาสตร์จนเป็นเจ้าตลาดในหลายอุตสาหกรรม เช่น แร่หายาก โดรนและรถยนต์ EV ที่แทบทุกประเทศต้องนำเข้า
ในขณะเดียวกัน ประเทศก็ยังต้องศึกษาถึงจุดอ่อนของการนำเข้าสินค้าเชิงยุทธศาสตร์ที่ยังคงต้องพึ่งพิงชาติอื่นๆอยู่ โดยคำนึงถึงการกระจุกตัวสูงของกลุ่มอุตสาหกรรมในประเทศคู่ค้าและตัวเลือกในตลาดที่มีเพื่อสร้างพันธมิตรต่อประเทศผู้กุมตลาดนั้นๆ อาทิ ประเทศอินเดียผู้ครองตลาดการผลิตยา หรือ ไต้หวันผู้ครองตลาดการผลิตไมโครชิป โดยประเทศเองยังสามารถเลือกกลยุทธ์ที่จะพึ่งพิงตัวเองมากขึ้นซึ่งประเทศที่มีต้นทุนทางเศรษฐกิจที่ดีกว่าก็มักมีความยืดหยุ่นในการรับมือกับการขาดแคลนสินค้านำเข้าได้มากกว่า แต่การก่อตั้งอุตสาหกรรมที่ใช้องค์ความรู้สูงๆก็จำต้องใช้เวลาที่ยาวนานกว่าจะสัมฤทธิ์ผล
9 | SUBSIDIZE : The Most Delicious Meal in the World will Spoil if No One Eats It
เครื่องมือยอดนิยมในการปิดจุดอ่อนและเสริมจุดแข็งของประเทศก็คือ “นโยบายการสนับสนุนจากรัฐบาล” ที่รัฐบาลของแต่ละประเทศสามารถใช้งบประมาณในการส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันและจูงใจผู้ประกอบการผ่านกลไกมากมาย ตั้งแต่ การให้เครดิตภาษี (tax credit) ที่เป็นดั่งอาหารทดลองเรียกน้ำย่อยที่ไม่ต้องจ่ายล่วงหน้า การอัดฉีดเงิน (grant) และการให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำที่เป็นอาหารจานใหญ่ การเข้าซื้อหุ้นกิจการเหมือนที่รัฐบาลของประธานาธิบดี Donald Trump เข้าซื้อหุ้น Intel และการที่รัฐบาลจีนถือครองบริษัทรัฐวิสาหกิจมากมาย ไปจนถึง การให้สิทธิพิเศษ อาทิ การเร่งให้ใบอนุญาตต่างๆ
โดยรัฐบาลของแต่ละประเทศนั้นควรต้องวางยุทธศาสตร์ในการให้เงินสนับสนุนอย่างแม่นยำไปที่อุตสาหกรรมที่มีความสำคัญจริงๆเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันหรือลดการพึ่งพาการนำเข้าจากประเทศที่ครองตลาดไปแล้ว โดยรัฐบาลต้องประเมินผลลัพธ์ในเชิงลบอย่างรอบคอบที่มีอยู่มากมาย ตั้งแต่ การที่เงินสนับสนุนในอุตสาหกรรมหนึ่งนำไปสู่ปัญหาใหม่ (อาทิ กรณีของประเทศไอร์แลนด์ในปี 1930 ที่สนับสนุนการผลิตเนยจนนำไปสู่ปัญหาแม่วัวนมและลูกวัวล้นตลาด), การที่เงินสนับสนุนถูกใช้ไปกับการสร้างอุตสาหกรรมที่ไม่ได้จำเป็นจริงๆ (อาทิ กรณีของประเทศอังกฤษและฝรั่งเศสที่ลงทุนสนับสนุนการพัฒนาเครื่องบิน Concorde เพื่อแข่งกับสหรัฐอเมริกาโดยที่สุดท้ายก็ไปไม่รอด), การที่เงินสนับสนุนได้สร้างแรงจูงใจให้บริษัทพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้เงินแทนการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันจริง (อาทิ กรณีการสนับสนุนอุตสาหกรรมเรือของจีนที่ทำให้เกิดผู้เล่นรายย่อยจำนวนมากที่ต้นทุนสูงกว่าประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้แต่กลับแข่งขันได้เพราะใช้เงินของรัฐช่วย), การที่เงินสนับสนุนนำไปสู่การทำสงครามราคาที่ไม่มีผู้เล่นรายไหนเลยที่จะได้กำไรจริงๆหากขาดการสนับสนุน (อาทิ อุตสาหกรรม rare earth ที่ปัจจุบันนั้นอยู่ได้ด้วยการอุ้มบริษัทเหมืองของรัฐบาลจีน), การที่เงินสนับสนุนไปที่บริษัทหนึ่งไม่นำไปสู่การเปลี่ยนทางเลือกในห่วงโซ่สัมปทาน (อาทิ กรณีการอัดฉีดเงินให้กับ Intel ของรัฐบาลสหรัฐเพื่อหวังแย่งตลาดการผลิตไมโครชิปจาก TSMC แต่ก็ต้องเผชิญหน้ากับปัญหาที่บริษัทอย่าง NVIDIA และ AMD มองว่า Intel เป็นคู่แข่งในการออกแบบไมโครชิป) ไปจนถึง การที่เงินสนับสนุนจากรัฐบาลหนึ่งได้นำไปสู่การแข่งขันกันอีดฉีดเงินระหว่างกันจนมีแต่ฝ่ายเสียประโยชน์ (อาทิ การแข่งขันกันอัดฉีดเงินสนับสนุนและฟ้องร้องระหว่าง Boeing ในฝั่งสหรัฐและ Airbus ในฝั่งยุโรป) โดยงานวิจัยค้นพบว่าหากประเทศหนึ่งในสหรัฐอเมริกา ยุโรปและจีนเริ่มออกนโยบายสนับสนุนเงินในอุตสาหกรรมหนึ่งๆแล้ว จะมีโอกาสกว่า 74% ที่ประเทศอื่นจะทำตาม
10 | STOCKPILE : Channel Your Paranoia Productively by Hoarding
อีกหนึ่งกลยุทธ์ในการปกป้องตัวเองในสมรภูมิการค้าโลกก็คือการ “กักตุน” สินค้าที่มีความสำคัญ อาทิ น้ำมัน อาหาร แร่หายากและยารักษาโรค สำหรับประเทศที่ไม่สามารถผลิตสินค้าเหล่านั้นได้เองอย่างเพียงพอและต้องพึ่งพิงการนำเข้าที่อาจได้รับผลกระทบจากปัญหาการขาดแคลนจากทั้งการจู่โจมทางการค้าและปัญหาทางอุปทาน อาทิ วิกฤติ COVID-19 ที่ทำให้หน้ากากอนามัยเป็นที่ต้องการสูง หรือ สงครามในตะวันออกกลางที่ทำให้ไม่สามารถขนส่งน้ำมันได้
โดยรัฐบาลของแต่ละประเทศก็ต้องวางกลยุทธ์การกักตุนสินค้าอย่างแม่นยำและระวังต่อความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นตามมามากมาย อาทิ การเปิดเผยข้อมูลว่ารัฐบาลเริ่มกักตุนสินค้าไหนก็อาจนำไปสู่ panic ที่ประชาชนแห่กันแย่งซื้อสินค้านั้นๆจนราคาพุ่งสูงและยังเป็นการเปิดเผยจุดอ่อนให้ประเทศคู่แข่งอีกด้วย (แต่การเปิดข้อมูลของปริมาณสินค้าสำรองในช่วงที่ผู้คนกำลังตื่นตระหนกก็ช่วยลดความกังวลได้เหมือนกัน), การจัดเก็บสินค้าเพื่อรักษาสภาพการใช้งานอย่างสมบูรณ์นั้นอาศัยต้นทุนที่สูงในการควบคุมอุณหภูมิ ความชื้นและการบริหารสินค้าใกล้หมดอายุ, การกำหนดแรงจูงใจให้ภาคเอกชนที่ถ้าให้มากเกินไปก็อาจนำไปสู่การแห่ผลิตสินค้าจนนำไปสู่การพุ่งขึ้นของอุปทานจนเกินพอดีที่รัฐบาลต้องแบกแต่ถ้าน้อยหรือเข้มงวดเกินไปก็อาจไม่ได้ผลอะไรเลย ไปจนถึง การกำหนดนโยบายการปล่อยสินค้าที่กักตุนอย่างตรงจุดที่ควรปล่อยในกรณีที่อุปทานสินค้าหายไปจริงๆโดยไม่ทำให้ราคาตลาดต่ำลงเกินจริงจนทำให้ผู้คนดันเพิ่มความต้องการสินค้านั้นๆในช่วงวิกฤติการขาดแคลน
THE ATTACK
11 | IMPORT BARRIERS : Watch Out for the Comedown after the High
กลยุทธ์ในการจู่โจมทางการค้าที่กำลังถูกพูดถึงไปทั่วโลกในปัจจุบันก็คือ “การตั้งกำแพงการนำเข้าสินค้า” ที่สามารถทำได้ผ่านการตั้งกำแพงภาษีนำเข้า (tariff) ที่เป็นกลยุทธ์ยอดนิยม ไปจนถึง การกำหนดโควต้าการนำเข้าสินค้า การกำหนดมาตรฐานสินค้าที่เข้มงวดและการแบนการนำเข้าสินค้าแบบเต็มรูปแบบ
โดยแน่นอนว่าการเลือกตั้งกำแพงการนำเข้าสินค้านั้นมีโอกาสช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของบริษัทภายในประเทศ ช่วยปกป้องกลุ่มเปราะบางอย่างเกษตรกรและช่วยลดการขาดดุลทางการค้าได้จริง แต่การตั้งกำแพงการนำเข้าสินค้าก็นำไปสู่ปัญหาอันซับซ้อนมากมาย อาทิ การขาดการแข่งขันและเทคโนโลยีภายในประเทศที่ทำให้สุดท้ายบริษัทภายในประเทศก็ยังสู้เจ้าตลาดจากต่างประเทศไม่ได้อยู่ดีจนทำให้สุดท้ายประชาชนต้องจ่ายภาษีนำเข้าแทน การเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าที่นำไปสู่ปัญหาเงินเฟ้อแบบวงกว้าง การที่ประเทศที่ถูกจู่โจมสามารถเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทานไปยังประเทศอื่นๆเพื่อลบเลี่ยงภาษีหรือการถูกแบนได้ การเกิดขึ้นของตลาดมืดที่ลักลอบนำเข้าสินค้าและช่องว่างที่นำไปสู่การคอรัปชั่น ไปจนถึง การตอบโต้ของประเทศคู่ค้าที่ยิ่งทำให้สงครามการค้ารุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสุดท้ายปัญหาอันรุมเร้าเหล่านี้ก็อาจนำไปสู่ปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงได้โดยที่ไม่บรรลุเป้าหมายจริงๆ
ประเทศที่มีศักยภาพในการตั้งกำแพงการนำเข้าสินค้าจึงมักต้องเป็นประเทศมหาอำนาจที่มีตลาดขนาดใหญ่ที่ทุกประเทศต้องยอมเจรจาด้วยหรือประเทศที่พอมีขีดความสามารถในการแข่งขันในอุตสาหกรรมนั้นๆที่ต้องการแย่งชิงส่วนแบ่งไปจากประเทศเจ้าตลาด โดยกลยุทธ์ในการตั้งกำแพงที่มีประสิทธิภาพนั้นต้องวางนโยบายที่สามารถป้องกันต้นตอของจุดอ่อนของประเทศได้อย่างแท้จริง อาทิ การแบนสินค้ายุทธศาสตร์จากประเทศหนึ่งที่ต้องลงรายละเอียดให้ถึงห่วงโซ่สัมปทานให้ครบแทนการแบนสินค้าที่นำเข้าจากประเทศนั้นๆโดยตรงเพียงเท่านั้น โดยอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ใช้ได้ผลก็คือการตั้งกำแพงภาษีเพื่อให้บริษัทของประเทศคู่แข่งหันมาตั้งบริษัทในประเทศตัวเองพร้อมกับสัญญาการถ่ายโอนเทคโนโลยี
12 | EXPORT RESTRICTIONS : Expect Your Target to Move
อีกด้านหนึ่งของกลยุทธ์ในการจู่โจมทางการค้าก็คือ “การควบคุมการส่งออก” ที่สามารถทำได้หลากหลายวิธี ตั้งแต่ การห้ามการส่งออกสินค้าเป้าหมายไปที่ประเทศฝ่ายตรงข้าม การตั้งกำแพงภาษีส่งออก การกำหนดกฏเกณฑ์การขออนุญาตส่งออกที่เข้มงวดขึ้น ไปจนถึง การคว่ำบาตรประเทศหรือบริษัทที่ทำการส่งออกไปที่ประเทศศัตรู
โดยวัตถุประสงค์ของการควบคุมการส่งออกนั้นก็มีได้หลากหลายเหตุผล ตั้งแต่ การบังคับให้ผลิตภัณฑ์จำเป็นที่กำลังขาดแคลนถูกใช้ภายในประเทศก่อน (อาทิ หน้ากากอนามัยและวัคซีนในช่วงวิกฤติ COVID-19), การส่งเสริมให้ประเทศอื่นๆหันมาลงทุนภายในประเทศเพื่อใช้ผลิตภัณฑ์ต้องห้ามเหล่านั้นแทน (อาทิ ประเทศอินโดนีเซียที่ห้ามการส่งออกแร่นิกเกิลที่ครองตลาดอยู่ 3 ใน 5 ของโลกเพื่อให้บริษัทต่างประเทศตั้งโรงงานแปรรูปแร่ภายในประเทศอินโดนีเซียแทน) ไปจนถึง การควบคุมการส่งออกผลิตภัณฑ์เพื่อเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นการจู่โจมประเทศที่กำลังทำสงคราม (อาทิ ชาติตะวันตกที่แบนการส่งออกสินค้ามากมายไปยังประเทศรัสเซียหลังสงครามยูเครนเริ่มต้นขึ้น) หรือ การโจมตีคู่แข่งที่กำลังท้าทายความเป็นเจ้าตลาด (อาทิ การควบคุมการส่งออกไมโครชิปและเครื่องผลิตชิปรุ่นล่าสุดของชาติตะวันตกไปยังประเทศจีนเพื่อชะลอการพัฒนาอุตสาหกรรม AI)
แต่เช่นเดียวกับการเริ่มต้นทำสงครามจู่โจมในรูปแบบอื่นๆ การควบคุมการส่งออกนั้นก็ต้องทำอย่างมียุทธศาสตร์และระมัดระวังที่สุดเพื่อหวังผลที่ส่วนใหญ่ก็มักได้ผลในระยะสั้นโดยยอมแลกกับความเสี่ยงที่จะตามมามากมาย อาทิ การที่บริษัทภายในประเทศสูญเสียรายได้อันมหาศาลไป การที่ประเทศที่ถูกแบนนั้นยังคงสามารถจัดหาสินค้าเดิมๆได้อยู่ผ่านการใช้ประเทศอื่นๆเป็นตัวกลาง การผลักดันให้ประเทศที่ถูกแบนเร่งสร้างอุตสาหกรรมนั้นๆขึ้นมาด้วยตัวเอง ไปจนถึง การนำไปสู่สงครามการค้าหรือสงครามร้อนอย่างเต็มรูปแบบ โดยยกตัวอย่างเป็นกรณีการแบนวัตถุดิบในอุตสาหกรรม AI ของชาติตะวันตกต่อจีนนั้นก็นำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรม AI ด้วยตัวเองของจีนที่เริ่มผลิตวัตถุดิบแบบทัดเทียมฝ่ายตะวันตกได้มากขึ้นและสร้างระบบนิเวศของตัวเองที่ยิ่งนำไปสู่การแยกออกจากชาติตะวันตกที่ทวีความขัดแย้งมากยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ
<<< ติดตาม [สรุปหนังสือ] เล่มอื่นๆต่อได้ทางนี้เลยครับ [CLICK] >>>
<<< ที่สำคัญ อย่าลืมกดไลค์ Panasm’s Facebook Page เพื่อติดตามอัพเดทใหม่ๆของผมนะครับ [CLICK] >>>

<<< ปิดท้าย สิ่งที่ผมทำสรุปมานั้นเป็นเพียงแค่เนื้อหาส่วนที่ผมสนใจที่สุดของหนังสือเล่มนี้ สำหรับเพื่อนๆที่ถูกใจสรุปของหนังสือเล่มนี้ อย่าลืมซื้อหนังสือเล่มเต็มและอุดหนุนผู้เขียนกันด้วยนะครับ ขอบคุณที่ติดตามครับผม >>>

Leave a Reply