News Ticker

[สรุปหนังสือ] Careless People : A Cautionary Tale of Power, Greed, and Lost Idealism

 

 

[#สรุปหนังสือ] Careless People : A Cautionary Tale of Power, Greed, and Lost Idealism (2025)

โดย Sarah Wynn-Williams

 

“When you have so many other people doing things for you professionally and personally, you stop taking responsibility for any of it.”

 

เมื่อพันธกิจในการเชื่อมต่อให้ผู้คนทั่วโลกได้ใกล้ชิดกันมากขึ้นของ Facebook ที่ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น Meta นั้นได้สร้างแพลตฟอร์ม social media ที่แม้จะมีข้อดีมากมายแต่ก็ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อสังคม ตั้งแต่ การสร้างปัญหาสุขภาพจิตของวัยรุ่น การเติมเชื้อไฟให้ความขัดแย้งทางการเมือง ไปจนถึง การส่งเสริมให้เกิดความเกลียดชังที่นำไปสู่โศกนาฏกรรมระดับประเทศ ความหวังที่ว่าผู้กุมอำนาจสูงสุดของบริษัทที่สามารถกำหนดความเป็นไปของโลกนั้นจะมีความรับผิดชอบในภาระอันหนักอึ้งนี้ก็ได้ถูกทำลายลง…

Careless People คือ หนังสือระดับ bestseller ที่บันทึกและเปิดโปงเรื่องราวของ Sarah Wynn-Williams ผู้เขียนชาวนิวซีแลนด์ผู้เคยทำงานในฐานะ director of global public policy ให้กับ Facebook ในระหว่างปี 2011 ถึงปี 2017 ที่เธอต้องพบเจอกับพฤติกรรมที่ชวนให้ตั้งคำถามถึงความรับผิดชอบและจริยธรรมของผู้นำองค์กรอย่าง Mark Zuckerberg และ Sheryl Sandberg ที่นำไปสู่ปัญหาระดับโลกมากมาย ซึ่ง Careless People นั้นก็โด่งดังจากการถูกฟ้องห้ามตีพิมพ์โดย Meta จนทำให้หนังสือเล่มนี้กลายเป็นหนังสือสุดฮอตของปี 2025 ไปเป็นที่เรียบร้อย ขอเชิญทุกท่านอ่านสรุปหนังสือ Careless People ที่คัดมาแต่ประเด็นหลักๆแซ่บๆที่ผู้เขียน Sarah Wynn-Williams ได้เปิดโปงอย่างเผ็ดร้อนกันได้เลยครับ

 

ผู้เขียน Sarah Wynn-Williams ในการให้การต่อศาล (soure: The Book Seller)

 

Simpleminded Hope

ประสบการณ์ที่ทำให้ Sarah Wynn-Williams นั้นอยากลุกขึ้นมาทำอะไรที่เปลี่ยนแปลงโลกได้นั้นเกิดขึ้นตอนที่เธออายุเพียง 13 ปีหลังจากที่เธอถูกฉลามกัดเข้าอย่างจังที่ท้องจนทำให้อวัยวะภายในฉีกขาดติดเชื้อจนเกือบเสียชีวิต ซึ่งการรอดชีวิตของเธออย่างปาฏิหาริย์นั้นก็ทำให้เธอเชื่อว่าชีวิตของเธอนั้นต้องมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่รออยู่ จนทำให้เธอตัดสินใจเรียนด้านกฎหมายและเลือกทำงานในฐานะทูตของประเทศนิวซีแลนด์ทั้งใน UN และในสถานทูตที่ประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ด้วยความที่นิวซีแลนด์นั้นเป็นเพียงประเทศเล็กๆที่ไม่ได้มีเสียงอะไรมากในเวทีโลกนั้นก็ทำให้เธอไม่ได้ร่วมเปลี่ยนแปลงโลกอย่างที่ใจหวัง จนกระทั่งวันหนึ่งในปี 2009 ที่เธอได้รู้จักและค้นพบความมหัศจรรย์ของแพลตฟอร์ม social media นามว่า Facebook ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนจากทั่วโลกได้เชื่อมต่อเข้าถึงกันได้อย่างเสรีบนโลกออนไลน์อันกว้างใหญ่ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว อันเป็นเหตุให้เธอเชื่อมั่นว่า Facebook จะเปลี่ยนแปลงโลกได้จริงๆในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าและทำให้เธอต้องการร่วมเป็นส่วนหนึ่งในคลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้

 

Pitching the Revolution

ผู้เขียน Sarah Wynn-WIlliams ใช้เวลาอย่างยาวนานกว่าที่จะค้นหาวิธีการติดต่อเข้าไปสมัครงานที่ไม่ได้มีการเปิดรับสมัครใน Facebook อย่างเป็นทางการด้วยการหาเพื่อนที่รู้จักกับคนทำงานด้านในจนได้มาสัมภาษณ์และนำเสนองานแก่หัวหน้าของเธอในอนาคต โดยที่เธอพยายามอธิบายถึงความสำคัญของ Facebook ในฐานะเครื่องมือทางการเมืองและความจำเป็นในการจัดตั้ง “ฝ่ายการทูต” เพื่อสร้างสัมพันธ์กับประเทศต่างๆเพื่อวางนโยบายและเปิดทางให้ Facebook ทำพันธกิจในการเชื่อมต่อผู้คนได้สำเร็จในทั่วโลก ซึ่งเธอก็โดนปฏิเสธไปในครั้งแรกและครั้งที่สอง ก่อนที่เธอจะได้เข้ามาทำตำแหน่ง Manager of Global Public Policy ได้สำเร็จในเดือนกรกฎาคม 2011 ไม่นานหลังจากที่แผ่นดินไหวได้ถล่มเมือง Christchurch บ้านเกิดของเธอที่ทำให้เธอยิ่งเห็นถึงความมหัศจรรย์ของ Facebook ในการกระจายข่าวสารและติดตามความอยู่รอดของผู้คนในยามวิกฤติ

 

This is Going to be Fun

ด้วยความที่ไม่มีใครรู้ว่างานในฐานะของ Manager of Global Public Policy นั้นต้องทำอะไรบ้าง งานแรกๆของ Sarah Wynn-Williams ก็คือการต้อนรับผู้นำประเทศในการมาเยือนออฟฟิศโดยเริ่มจากนายกรัฐมนตรีของนิวซีแลนด์ที่ทำให้เธอได้รู้สึกว่าผู้นำเหล่านั้นต่างแค่ต้องการทำ PR เพื่อจับมือกับ Mark Zuckerberg ผู้ที่แสดงตัวอย่างชัดเจนว่าไม่ได้อยากยุ่งกับนักการเมืองคนไหนและปล่อยให้ Sheryl Sandberg ในฐานะ COO ผู้เป็นหัวหน้าของหัวหน้าของเธอเป็นคนโปรยเสน่ห์พูดคุยกับนักการเมืองเหล่านั้นโดยก็ไม่ได้สาระอะไรในแต่ละการนัดพบ

 

The Little Red Book

สิ่งแรกๆที่ Sarah Wynn-Williams สังเกตเห็นในออฟฟิศของ Facebook ก็คือความมั่งคั่งของเหล่าพนักงานรุ่นแรกๆที่ต่างก็ได้หุ้นเป็นค่าตอบแทนที่แม้แต่พนักงานผู้ช่วยก็สามารถซื้อของแบรนด์เนมสุดหรูได้ ก่อนที่ความจริงของการทำงานอย่างหนักจะค่อยๆปรากฏที่เหล่าหัวหน้าและเพื่อนร่วมงานของเธอใช้ชีวิตเกือบตลอดช่วงเวลาที่ตื่นไปกับการทำงาน โดยแม้แต่คู่มือสีแดงเล่มเล็กที่แจกให้กับพนักงานทุกคนก็พูดถึงวัฒนธรรมการทำงานเพื่อพันธกิจอันยิ่งใหญ่ของ Facebook ที่องค์กรเตรียมพร้อมอาหาร ขนม เครื่องดื่ม บริการซักรีดและการขนส่งให้กับพนักงานแบบฟรีๆเพื่อให้ชีวิตของพวกเขาง่ายที่สุดเพื่อจะได้โฟกัสกับงานอย่างถวายชีวิต โดย Sheryl Sandberg ก็ยังกล่าวว่า Facebook เลือกที่จะมีพนักงานน้อยๆที่ทำงานหนักอย่างเต็มที่จนไม่มีเวลามาเล่นการเมืองกันภายในองค์กร

 

What Do We Stand For?

ถึงแม้ว่าจะเป็นที่ชัดเจนแล้วว่า Mark Zuckerberg นั้นไม่มีความสนใจในการทำให้ Facebook เป็นแพลตฟอร์มที่ยืนหยัดเพื่อต่อสู้ต่อคุณค่าอะไรทั้งสิ้น แต่ Sarah Wynn-Williams ก็ยังมุ่งมั่นที่จะทำให้ Facebook มียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในการเมืองโลกและร่วมกับทีมงานจัดทำ workshop เพื่อตอบคำถามข้อนี้ให้ได้ แต่สุดท้ายแล้ว เสียงที่ใหญ่ที่สุดก็ตกเป็นของ Sheryl Sandberg ที่เธอเลือกสั่งการให้ Facebook ทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มสำหรับบริจาคอวัยวะจากการพูดคุยกับเพื่อนๆหมอของเธอ ทั้งๆที่การบริจาคอวัยวะนั้นเต็มไปด้วยกฎระเบียบที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศและตลาดมืดที่ Facebook ไม่ควรแตะต้อง ซึ่งถึงแม้ว่าโครงการจะถูกต่อต้านจากเหล่าวิศวกรที่ต้องการให้ Facebook เป็นกลางไม่นำเสนอไอเดียอะไรให้แก่ผู้ใช้งาน แต่ Sheryl Sandberg ก็ยังสั่งให้ผู้เขียน Sarah Wynn-Williams ส่งอีเมล์เริ่มโครงการทั้งที่เธอเองก็ไม่เห็นด้วย จนท้ายที่สุด Mark Zuckerberg ก็ต้องส่งอีเมล์ตรงถึงเธอเป็นครั้งแรกให้ยุติมันซะ

 

Show Him a Good Time

เมื่อ Facebook กำลังเดินหน้าสู่ IPO เพื่อเปิดขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ที่จะทำให้เหล่าพนักงานรุ่นแรกๆรวยเป็นเศรษฐีเงินล้าน ภารกิจที่แอบจะงี่เง่าอีกครั้งก็ถูกมอบหมายมาให้ Sarah Wynn-Williams ในการพา Javier Olivan ผู้ดูแลการเติบโตของฐานลูกค้าของ Facebook ในต่างประเทศไปเป็นตัวแทนของบริษัทในงานรวมตัวของผู้นำประเทศในทวีปอเมริกาเพื่อสร้างความประทับใจและทำให้ Javier Olivan ตัดสินใจอยู่ทำงานให้ Facebook ต่อเพราะเขามีผลงานโดดเด่นมากมาย อาทิ การเชื่อมรายชื่อเพื่อนในโทรศัพท์มือถือเข้า Facebook และการออกฟีเจอร์ People You May Know เพื่อให้ผู้ใช้งานเพิ่มเพื่อนใหม่ๆ ซึ่งท้ายที่สุด Javier Olivan ก็ตัดสินใจอยู่ทำงานต่อและกลายมาเป็น COO คนปัจจุบันของ Meta

 

Running out of Road

ปัญหาใหญ่ที่เหล่าผู้บริหารของ Facebook ต่างหวาดกลัวก็มาถึงในเดือนตุลาคม 2012 เมื่อ Facebook มีจำนวนผู้ใช้งานถึง 1,000 ล้านคนและเหล่านักลงทุนต่างเริ่มเกรงว่าการเติบโตของผู้ใช้งานจะลดลงจนทำให้หุ้นของ Facebook ที่พึ่ง IPO ไปร่วงลงกว่าครึ่ง กลยุทธ์ในการหาผู้ใช้งานหนึ่งพันล้านคนถัดไปจึงอยู่ที่ตลาดต่างประเทศที่ทำให้ตำแหน่งกึ่งทูตของ Sarah Wynn-Williams มีประโยชน์ขึ้นมาทันที โดยผลงานเด่นของเธอก็คือการเดินทางไปที่ประเทศเมียนมาในช่วงเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลทหารไปสู่การเลือกตั้งเพื่อเจรจาให้รัฐบาลทหารยกเลิกการแบน Facebook ซึ่งเธอก็ได้หาทางเข้าพบ Aung San Suu Kyi ได้และได้รับการแนะนำจนเข้าพบกับเจ้าหน้าที่ในกระทรวงโทรคมนาคมเพื่อยกเลิกการแบนชั่วคราวได้สำเร็จในขณะที่เธอก็กำลังท้องอ่อนๆอยู่โดยที่เธอเข้าถึง internet แทบไม่ได้เลย

 

Lady McNugget

ชื่อเสียงของ Sheryl Sandberg ในฐานะ COO หญิงของ Facebook นั้นโด่งดังเป็นพลุแตกหลังจากที่เธอเปิดตัวหนังสือ Lean In ที่ให้ข้อแนะนำในชีวิตการทำงานของผู้หญิงอย่างสวยหรู ซึ่งแน่นอนว่าหน้าที่ในการช่วยโปรโมตหนังสือเล่มนี้ก็ได้ตกมาที่ Sarah Wynn-Williams ที่เธอถึงขนาดต้องยัดหนังสือ Lean In เข้าไปในมือของ Shinzo Abe ประธานาธิบดีญี่ปุ่นเพื่อถ่ายรูปกับ Sheryl Sandberg หลังการหารือความร่วมมือระหว่างประเทศญี่ปุ่น แต่อย่างไรก็ตาม การได้ทำงานใกล้ชิดกับ Sheryl Sandberg ผู้มีออร่าหญิงเก่งอยู่ตลอดเวลาก็ทำให้ Sarah Wynn-Williams เห็นแนวคิดที่แท้จริงของหัวหน้าของเธอที่ในบางครั้งก็มีอารมณ์ฉุนเฉียวอย่างรุนแรงโดยไม่เห็นอกเห็นใจใคร ครั้งหนึ่ง Sheryl Sandberg ได้ด่ากราดทีมงานที่ให้ลูกของเธอกิน McNugget ว่าเป็นอาหารขยะทั้งๆที่เธอก็เคยถ่ายรูปกิน McNugget ด้วยตัวเองมาก่อน นอกจากนั้น วัฒนธรรมในการทำงานในทีมที่ Sheryl Sandberg สร้างก็ไม่ได้เห็นใจความเป็นคุณแม่ของพนักงานเลย โดย Sarah Wynn-Williams นั้นก็เคยโดนตามงานโดย Sheryl Sandberg ในห้องคลอดและเธอยังโดน feedback อย่างการได้ยินเสียงลูกเวลาประชุม การโดนแนะนำให้หาพี่เลี้ยงมาเลี้ยงลูกแทนหรือการที่เธอคุยกับสามีเรื่องเหตุฉุกฉานที่พี่เลี้ยงกับลูกติดอยู่นอกบ้านและเข้าบ้านไม่ได้ในรถที่มีผู้บริหารนั่งอยู่ ที่ทำให้เธอสรุปได้ว่าการ Lean In ในฐานะพนักงานที่เป็นคุณแม่ใน Facebook ที่ถูกต้องคือการทำยังไงก็ได้ให้ทุกคนไม่รู้สึกว่าเธอเป็นคุณแม่อยู่และห้ามพูดถึงเรื่องของครอบครัวในที่ทำงาน

 

Sheryl Sandberg โปรโมตหนังสือ  Lean In ของเธอ (source: The Times)

 

Stockholm Syndrome

โครงการใหญ่ถัดมาที่ Sarah Wynn-Williams ต้องรับผิดชอบก็คือการพา Mark Zuckerberg ไปเยือนประเทศในทวีปเอเชียที่เป็นศูนย์กลางของการเติบโตหลักของ Facebook ในช่วงปี 2013-2014 โดยมุ่งเป้าไปที่ประเทศอินโดนีเซียที่มีประธานาธิบดี Joko Widodo ผู้ที่พึ่งชนะการเลือกตั้งด้วยกลยุทธ์การใช้งาน social media เพื่อหาเสียงและประเทศเกาหลีใต้ที่ตั้งของ Samsung ที่อาจจะเป็นพันธมิตรสำคัญของ Facebook เพื่อลดการพึ่งพา Google และ Apple ที่ผลิต smartphone ที่ผู้ใช้งานส่วนใหญ่ของ Facebook ใช้ แต่แผนการมาเยือนเอเชียก็มีปัญหาใหญ่อยู่ก็คือการที่ประเทศเกาหลีใต้มีหมายจับ Mark Zuckerberg และผู้บริหารหลายคนที่ทำผิดกฎหมายควบคุมเกมของประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งทำให้ทีมผู้บริหารคุยกันว่าจะต้องส่งตัวแทนไปเสี่ยงติดคุกคนหนึ่ง ซึ่งทุกคนก็ลงความเห็นให้ Sarah Wynn-Williams ที่กำลังเป็นคุณแม่ลูกติดนมไปเยือนประเทศเกาหลีใต้ก่อนเพื่อดูสถานการณ์ว่าเธอจะโดนจับหรือไม่ ซึ่งตอนแรก Sarah Wynn-Williams ก็เหมือนจะจำใจไปแต่โดนสามีห้ามไว้และเปรียบเทียบเธอว่าเธอกำลังเป็นโรค Stockholm Syndrome ที่ผู้ถูกลักพาตัวดันไปหลงรักหรือเข้าข้างคนร้ายที่ลักพาเธอไป จนสุดท้ายเธอก็ปฏิเสธคำสั่งเสี่ยงคุกนี้และ Facebook ก็ส่งทีมงานหญิงอีกคนไปแทน ซึ่งก็โชคดีที่เธอไม่โดนจับเข้าคุกและทำให้ทริปเอเชียที่กินเวลาถึง 3 สัปดาห์ได้เกิดขึ้น

 

Mark Zuckerberg กับประธานาธิบดี Joko Widodo ของอินโดนีเซีย (source: SFGATE)

 

Red Flag

เป้าหมายอันดับหนึ่งในเอเชียของ Facebook นั้นหนีไม่พ้นประเทศจีนที่ซึ่งมีจำนวนประชากรถึง 2 เท่าของสหรัฐอเมริกา โดยถึงแม้ว่าพันธกิจในการเชื่อมโยงผู้คนทั่วโลกของ Facebook นั้นจะแตกต่างจากนโยบายการควบคุมของรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์ของจีนอย่างสิ้นเชิง แต่ Mark Zuckerberg ก็ยังมองจีนเป็นเป้าหมายสำคัญที่ซึ่งในเวลานั้นมีเพียง Instagram ที่ Facebook ทำการซื้อไปที่ได้ดำเนินการในจีนแผ่นดินใหญ่ก่อนที่จะถูกแบนหลังการประท้วงในฮ่องกง โดยทุกคนในปัจจุบันก็คงรู้แล้วว่าการบุกจีนของ Facebook นั้นไม่ประสบความสำเร็จ แต่ Sarah Wynn-Williams ก็ได้เห็นความพยายามที่น่ากังวลของทีมผู้บริหารฝ่ายธุรกิจมากมาย อาทิ การยอมให้รัฐบาลจีนเข้าถึงข้อมูลผู้ใช้งานของชาวฮ่องกงเพื่อแลกเปลี่ยนกับความร่วมมือในการเจรจาต่อซึ่งก็ผิดแทบจะทุกหลักการของนโยบายต่างประเทศ

 

PAC-Man

ปัญหาในชีวิตการทำงานของ Sarah Wynn-Williams ก็ยังคงมีอยู่ต่อเนื่อง เมื่อหัวหน้าคนแรกของเธอได้ย้ายงานและถูกแทนที่ด้วย Joel Kaplan หัวหน้าคนใหม่ที่เป็นอดีตแฟนเก่าของ Sheryl Sandberg และอดีตคณะทำงานของประธานาธิบดี George W. Bush ที่เขานั้นเข้าใจแต่นโยบายภายในประเทศสหรัฐอเมริกาจนทำให้เธอสงสัยว่า Facebook เลือกโปรโมตคนรู้จักกันในวงในหรือเปล่า ซึ่งหัวหน้าใหม่คนนี้ก็มีไอเดียมากมายที่ขัดใจกับผู้เขียน อาทิ การทำให้ทีมนโยบายมีความเป็นธุรกิจด้วยการขายโฆษณาแก่นักการเมืองต่างๆที่ก็ได้เกิดขึ้นจริงๆและการจัดตั้งกระบวนการระดมทุนให้กับนักการเมืองต่างประเทศที่อันนี้ผิดกฎหมายการแทรกแซงการเมืองของแทบทุกประเทศแบบเต็มๆจนถูกตีตกไป

 

Slouching Toward Autocracy

กระบวนการตรวจสอบและบล็อก content ของ Facebook ที่เริ่มก่อเป็นรูปเป็นร่างเป็นนโยบายที่เปิดเผยสู่สาธารณะก็ได้เปลี่ยนแปลงไปในชั่วข้ามคืน เมื่อการบล็อกกิจกรรมของ Alexei Navalny ศัตรูขั้วตรงข้ามของประธานาธิบดี Vladimir Putin ได้สร้างแรงกดด่าต่อ Facebook ในโลกออนไลน์และรัฐบาลสหรัฐอเมริกาเองยังโทรมาบอกว่า Facebook ควรยอมถูกปิดกิจการดีกว่าการบล็อกโพสต์เหล่านั้น จนทำให้ Mark Zuckerberg ตัดสินใจดึงการตัดสินใจต่อ content ที่มีความเสี่ยงมาเป็นของตัวเองโดยมีกฎง่ายๆว่าเขาจะบล็อก content ที่ไม่ได้ผิดนโยบายของ Facebook หากว่าการไม่บล็อก content เหล่านั้นจะทำให้ Facebook ถูกแบนหรือพนักงานถูกจับติดคุก ซึ่งแนวทางแบบควบรวมการตัดสินใจมาที่ชายที่ก็ไม่รู้เรื่องด้านการต่างประเทศมากนักก็ฉายแววปัญหาที่ตามมามากมาย อาทิ การที่ Mark Zuckerberg ยอมทำตามคำสั่งของผู้นำประเทศมากมายโดยไม่มีเหตุผลชัดเจน หรือ การที่ชาติที่ต้องการควบคุมสื่อต่างๆก็รู้ไต๋ของ Facebook ว่าถ้าพวกเขาเล่นแรงต่อพนักงานก็จะทำให้ Facebook ยอมทำตามได้

 

Billionaire Time

ปัญหาใหญ่อีกประการในการบริหารจัดการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับ Facebook ก็คือเวลาของ Mark Zuckerberg ที่มักไม่ยอมยืดหยุ่นตามแม้แต่ตารางเวลาของผู้นำประเทศ โดยกรณีการมาสายที่สร้างความเสียหายครั้งหนึ่งก็เกิดขึ้นกับประเทศโคลอมเบียที่ Facebook พยายามให้ประธานาธิบดี Juan Manuel Santos ออกหน้าสนับสนุนโครงการ internet.org เพื่อพัฒนาการเข้าถึงโลกออนไลน์ของประเทศกำลังพัฒนาซึ่งประเทศโคลอมเบียก็เป็นแกนนำสนับสนุนหลักมาตลอดจนกระทั่งวันนัดประชุมกับประธานาธิบดีที่ Mark Zuckerberg มาสายจนน่าเกลียดและไม่อ่านสคริปต์จนทำให้ทั้งประธานาธิบดีและเหล่าเจ้าหน้าที่ล้มเลิกการช่วยเหลือสนับสนุนโครงการของ Facebook ไปตั้งแต่นั้นมา

 

Hunger Games for the 0.001 Percent

ภารกิจที่ Sarah Wynn-Williams ต้องทำทุกปีคือการเดินไปยังงาน World Economic Forum ที่ Davos พร้อมกับ Sheryl Sandberg เพื่อพบเจอกับเหล่าผู้นำระดับ 0.001% ของโลก ซึ่งในปี 2015 นั้นก็เริ่มเป็นปีที่ Facebook โดนโจมตีเรื่องการหลีกเลี่ยงภาษีด้วยกลยุทธ์การจัดตั้งบริษัทลูกในประเทศไอร์แลนด์ที่ถือครองทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อรับรายได้จากบริษัทลูกในต่างประเทศโดยแทบจะไม่ต้องจ่ายภาษี (ซึ่งก็เป็นวิธีการปกติของบริษัทเทคโนโลยี) และประเทศไอร์แลนด์ก็กำลังโดนเล่นงานจากสหภาพยุโรปเรื่องนี้เช่นกัน ซึ่ง Sheryl Sandberg ก็ได้มีการหารือแบบลับๆกับนายกรัฐมนตรี Enda Kenny ของไอร์แลนด์เพื่อหาช่องทางหลีกเลี่ยงการจ่ายภาษีใหม่ๆที่ทั้งสองก็ได้ตกลงร่วมกันเพื่อให้ Facebook ยังคงจ่ายภาษีที่ต่ำได้และไอร์แลนด์ก็ได้การจ้างงานจำนวนมากจาก Facebook ไปโดยห้ามไม่ให้ Sarah Wynn-Willians จดบันทึกการประชุมใดๆเพื่อไม่ให้มีหลักฐาน โดย Sheryl Sandberg ก็ได้สรุปว่าการประชุมที่ Davos นั้นทำให้เธอเห็นความสำคัญในการสร้างทีมเพื่อช่วยเหลือนักการเมืองทั่วโลกยิงโฆษณาหาเสียงอย่างแม่นยำบน Facebook เพื่อให้พวกเขาติดใจกับแพลตฟอร์มและไม่คิดที่จะทำนโยบายต่อต้าน Facebook แทนการยอมจ่ายภาษีในแต่ละประเทศที่ดำเนินการอย่างถูกต้อง

 

Street Fighter Tactics

โครงการ Internet.org ที่ Mark Zuckerberg ต้องการเชื่อมต่อผู้คนในประเทศกำลังพัฒนาเข้าสู่อินเตอร์เน็ตแบบฟรีๆผ่านเว็บไซต์ที่คัดเลือกเฉพาะเว็บไซต์แบบพื้นฐานเพื่อการดำรงชีวิตและ Facebook แบบเน้นข้อความที่ออกแบบมาโดยเฉพาะนั้นถูกวางเป็นกลยุทธ์การเติบโตสำคัญของ Facebook ที่ Mark Zuckerberg พยายามผลักดันมาอย่างเนิ่นนานแต่ก็ไร้ผล จากปัญหามากมาย อาทิ การประท้วงของเหล่า NGOs ที่มองว่า Internet.org ที่ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น Free Basics นั้นเป็นการคัดกรองและเซ็นเซอร์เว็บไซต์มาให้คนยากไร้ใช้งานและยังมีปัญหาเรื่องการไม่มีระบบบล็อก content เหมือนอินเตอร์เน็ตเวอร์ชั่นเต็มที่ทำให้ content ก่อการร้ายหรือ hate speech ต่างๆไม่ได้รับการดูแลและการไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลมากมายที่ Mark Zuckerberg ถึงขั้นสั่งให้ Facebook ใช้กลยุทธ์แบบข้างถนนต่างๆเพื่อชัยชนะต่อรัฐบาลของประเทศเป้าหมายโดยไม่สนใจผลทางการทูต อาทิ การยิงโฆษณาระดมพลให้ชาวอินเดียร่วมลงชื่อค้านรัฐบาลเพื่อสนับสนุนโครงการนี้ต่อแต่ก็ไม่เป็นผลแถมยังทำให้รัฐบาลอินเดียโกรธและสั่งปิดโครงการทันที ยังไม่พอ การทดลองโดรนปล่อยอินเตอร์เน็ตที่มีชื่อว่า Aquila ก็ล้มเหลวจนท้ายที่สุด Mark Zuckerberg ก็ค่อยๆล้มเลิกความพยายามนี้ลง แต่การผลักดัน Internet.org ที่ก็มีปัญหามากมายแบบแค่ต้องการเอาชนะและสร้างภาพของ Mark Zuckerberg ก็ทำให้ Sarah Wynn-Williams เริ่มหมดไฟในการช่วยเหลือให้ Facebook สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้จริง โดยครั้งหนึ่งเธอก็เคยช็อกมากๆที่ Mark Zuckerberg ประกาศในสหประชาชาติโดยไม่ได้เตี๊ยมกับใครมาก่อนว่า Facebook จะทำการติดตั้งอินเตอร์เน็ตในค่ายผู้อพยพให้ซึ่งก็เป็นเพียงคำพูดสวยๆที่ไม่ได้ถูกนำไปปฏิบัติจริง

 

Lean In and Lie Back

เมื่อ Sarah Wynn-Williams ได้ทำงานใกล้ชิดกับ Sheryl Sandberg มากขึ้นเรื่อยๆ เธอก็เริ่มสังเกตเห็นพฤติกรรมอันแปลกประหลาดของเบอร์สองของ Facebook ที่มีต่อพนักงานผู้หญิงโดยเฉพาะผู้ช่วยคนสวยคนหนึ่งที่ Sheryl Sandberg ทั้งประโคมเงินให้เธอช่วยซื้อชุดชั้นในราคาแพงให้และชวนเธอมานอนค้างคืนที่บ้าน ซึ่ง Sheryl Sandberg ก็เคยชวนผู้เขียนให้มานอนบนเตียงเดียวกันระหว่างเดินทางบนเครื่องบินส่วนตัวด้วยกันแต่ผู้เขียนก็ปฏิเสธ จนทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองตรึงเครียดขึ้นและไม่เคยกลับมาเป็นเหมือนเดิม

 

Poker Face

การประชุม World Economic Forum ที่ Davos ในปี 2016 ยิ่งแสดงให้เห็นว่าประเทศต่างๆนั้นต่างก็เตรียมพร้อมที่จะเล่นงาน Facebook ซึ่งทำให้ทีมนโยบายต่างประเทศของ Sarah Wynn-Williams ตัดสินใจนำเสนอความกังวลนี้ต่อกรรมการบริษัทของ Facebook ที่ทำให้เธอได้ตกใจอย่างยิ่งว่าหนึ่งในทีมบอร์ดได้เสนอให้ Facebook เข้าไปช่วยเหลือเหล่าพรรคการเมืองฝ่ายขวาในประเทศยุโรปให้ชนะการเลือกตั้งเพื่อให้พวกเขาช่วยเหลือไม่จู่โจม Facebook เป็นการตอบแทน ซึ่งต่อมาเธอก็โดน Joel Kaplan หัวหน้าตัวเองว่าว่าเธอกลอกตาตอนที่เธอได้ยินข้อเสนอข้างต้นทั้งๆที่ควรจะนิ่งๆและใช้หน้า poker face โดยไม่แสดงอารมณ์

 

A Heart-Warming Story

พฤติกรรมของ Mark Zuckerberg ที่สร้างความกังวลให้กับ Sarah Wynn-Williams อย่างถึงที่สุดก็ได้เกิดขึ้นเมื่อพนักงานของ Facebook ถูกจับในประเทศบราซิลด้วยข้อหาไม่ให้ความช่วยเหลือต่อเจ้าหน้าที่ในการเปิดเผยข้อมูลการพูดคุยใน WhatsApp ของแก๊งอาชญากรที่ขู่ลอบสังหารผู้พิพากษา ซึ่ง Mark Zuckerberg ก็ได้พูดคุยกับพนักงานคนดังกล่าวที่บอกว่าตัวเขาพร้อมต่อสู้เพื่อผู้ใช้งานและทำให้ Mark Zuckerberg ต้องการโพสต์เรื่องราวที่ “ชวนอบอุ่นหัวใจ” ถึงการต่อสู้ของพนักงานคนนี้ในการรักษาอุดมการณ์ของ Facebook ด้านการรักษาความปลอดภัยทางข้อมูล แต่การโพสต์แบบนี้นั้นมีโอกาสสูงที่จะเป็นการยั่วยุต่อศาลของบราซิลและทำให้เสียรูปคดี แถมยังอาจทำให้ Facebook ดูเหมือนกำลังปกป้องอาชญากรอยู่ ซึ่งทีมกฎหมายและนโยบายต่างประท้วงเป็นเสียงเดียว แต่ Mark Zuckerberg ก็ดื้อจนถึงที่สุดกว่าจะยอมไม่โพสต์และตัวของเขาเองก็ไม่ได้ช่วยไกล่เกลี่ยอะไรใดๆกับรัฐบาลบราซิลเลย ซึ่ง Sarah Wynn-Williams มองว่านี่เป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่า Mark Zuckerberg นั้นแคร์แค่เรื่องราวดีๆเพื่อสร้างแบรนด์ให้ตัวเองโดยไม่สนใจว่าพนักงานที่ติดคุกจะมีชะตากรรมอย่างไรและทำให้เธอเริ่มอยากลาออกจาก Facebook แต่ติดที่เธอกำลังตั้งท้องลูกคนที่สองโดยจวนจะใกล้คลอดพอดี

 

Do We Have to Go into This?

การคลอดลูกคนที่สองของ Sarah Wynn-Williams ที่เหมือนจะปกติก็ได้กลายมาเป็นสถานการณ์แบบเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายในทันทีเมื่อเธอเริ่มเลือดออกอย่างหยุดไม่ได้ที่หาสาเหตุไม่ได้อย่างยาวนานและรอดชีวิตมาได้อย่างฉิวเฉียดแต่ก็ยังมีอาการเลือดไหลต่อเนื่องไปอีกนานตลอดช่วงระยะเวลาการลาคลอดที่เจ้านายของเธอก็ยังคงคุยงานและนัดประชุมอยู่ทุกสัปดาห์ โดยในวันแรกที่เธอกลับเข้างานเธอก็ยังถูกประเมิน performance นอกรอบว่าเธอนั้นตอบเพื่อนร่วมงานช้าเกินไปและทำงานด้วยยากตลอดช่วงเวลาที่เธอลาคลอด ถึงแม้ว่าเธอจะกำลังต่อสู้เพื่อชีวิตของตัวเองและต้องเลี้ยงลูกคนที่สองทั้งๆที่ป่วยหนักอยู่ก็ตาม

 

The Facebook Election

ความสงสัยว่า Facebook นั้นมีส่วนช่วยให้นักการเมืองบางกลุ่มชนะการเลือกตั้งนั้นก็เริ่มปรากฏชัดขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่การชนะการเลือกตั้งของประธานาธิบดี Rodrigo Duterte ของประเทศฟิลิปปินส์ที่ใช้ Facebook ปล่อยแคมเปญข่าวที่ใช้ความจริงเพียงครึ่งเดียวในการหาเสียง ก่อนที่ผลการเลือกตั้งที่หักปากกาเซียนก็ได้เกิดขึ้นตามมามากมาย อาทิ การโหวต BREXIT ที่ทำให้สหราชอาณาจักรหลุดออกจากสหภาพยุโรปและการชนะการเลือกตั้งของประธานาธิบดี Donald Trump ที่ก็ยิงโฆษณาจนสร้างรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำให้กับ Facebook และทำให้พนักงานของ Facebook เองก็เริ่มแบ่งฝักแบ่งฝ่ายเป็นสองขั้วทางการเมืองเฉกเช่นเดียวกับคนทั้งประเทศสหรัฐอเมริกา

 

Angry at the Truth

Sarah Wynn-Williams ได้ยืนยันว่า Facebook นั้นมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อชัยชนะของประธานาธิบดี Donald Trump ที่ลงทุนยิงโฆษณาแบบเล็งเป้าผ่าน Facebook ได้อย่างแม่นยำ อาทิ การตามหาผู้ใช้งาน Facebook ที่ใกล้เคียงกับกลุ่มผู้ที่จะโหวต Trump เพื่อทำแคมเปญเพื่อเปลี่ยนคนเหล่านั้นมาโหวตให้ได้ตามแต่ละประเด็นที่คนแต่ละคนกลุ่มน่าจะสนใจ หรือ การยิงโฆษณาใส่คนผิวสีโดยดึงเอาคลิปเก่าของ Hillary Clinton มาทำให้พวกเขาไม่พอใจและไม่ออกไปโหวต ซึ่งในช่วงการเลือกตั้งนั้นก็ชัดเจนว่าทีมแคมเปญของ Donald Trump นั้นลงทุนใน Facebook มากที่สุดและสร้างรายได้ให้ Facebook อย่างมหาศาลติดระดับท็อปของโลก แต่หลังจากการรับทราบถึงอิทธิพลที่พวกเขามีต่อแกนอำนาจของโลกแล้ว แทนที่ผู้บริหารของ Facebook จะเร่งแก้ไขอิทธิพลของ Facebook และปราบปราม fake news ที่ใช้ในการยิงโฆษณา พวกเขากลับชื่นชมในความฉลาดของทีมงานของ Donald Trump โดย Sheryl Sandberg ถึงกับสั่งการให้ว่าจ้างคนในทีมโฆษณามาให้ได้และ Mark Zuckerberg ก็ไม่ยอมโพสต์ยอมรับความรับผิดชอบใดๆและอ้างว่าการจู่โจมกล่าวหาต่อ Facebook นี้เกิดจากเหล่าสื่อแบบเดิมๆที่กำลังโดน Facebook แย่งรายได้ไป ซึ่งต่อมา Mark Zuckerberg ก็โกรธจัดเมื่อประธานาธิบดี Barack Obama ได้กล่าวโทษ Facebook และเตือนให้เขารีบแก้ไขก่อนการเลือกตั้งครั้งถัดไป แต่ในทิศทางตรงกันข้าม เหล่าผู้นำประเทศจำนวนมากก็ต่างพยายามตีซี้กับ Mark Zuckerberg เพื่อทำงานร่วมกันเพื่อให้ Facebook ยังสามารถพาพวกเขาชนะการเลือกตั้งในครั้งถัดไปให้ได้

 

Mark Zuckerberg และประธานาธิบดี Barack Obama (source: NBC News)

 

Man of the People

สิ่งที่เกิดขึ้นในไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่ Mark Zuckerberg โดน Barack Obama ต่อว่าก็คือการตั้งคำถามของ Mark Zuckerberg ต่อ Sarah Wynn-Williams และทีมงานที่สื่อเป็นนัยยะว่าตัวของเขานั้นเริ่มคิดที่จะลงสมัครเป็นประธานาธิบดีเพราะเขานั้นกุมสื่อที่มีอิทธิพลสูงที่สุดไว้ในมือ ซึ่งต่อมา Mark Zuckerberg ก็ได้เริ่มทุ่มเทเวลาไปกับการสร้างแบรนด์ของตัวเองด้วยการเดินสาย road show ไปยังรัฐต่างๆทั่วสหรัฐอเมริกา การลงทุนลงแรงในกองทุนเพื่อการกุศล Chan Zuckerberg Initiative และการที่เขาให้ทีมกฎหมายแก้ไขเงื่อนไขของหุ้นให้เขายังคงอำนาจการตัดสินใจของ Facebook ได้ถึงแม้ว่าจะหยุดปฏิบัติหน้าที่ในฐานะ CEO ลงเพื่อใช้เวลาหาเสียงแทน ซึ่งความคิดนี้ก็ทำให้ Sarah Wynn-Williams หมดความหวังต่อเจ้านายของตัวเองที่มีความคิดที่ช่างไร้ความรับผิดชอบต่อหลักการใดๆ

 

Facebook Feminist Fight Club

ชัยชนะของ Donald Trump ได้ปลุกระดมให้การต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีนั้นมีกำลังมากยิ่งขึ้น ซึ่งก็รวมไปถึงภายใน Facebook เองที่ก็มีการก่อตั้งคลับของเหล่าพนักงานผู้หญิงขึ้นมา ซึ่ง Sarah Wynn-Williams เองก็ได้แรงบันดาลใจจนทำให้เธอตัดสินใจเปิดโปงพฤติกรรมของ Joel Kaplan เจ้านายของเธอที่ทั้งเคยบังคับให้เธอทำงานในช่วงลาคลอดและแอบมีความ harassment ทางวาจาอยู่เรื่อยๆ จนต่อมาทีมงานของเจ้านายก็ขอให้ผู้เขียนจบเรื่องลงและสุดท้ายเธอก็ยอมความเพื่อแลกกับสัญญาว่าเจ้านายจะไม่ทำพฤติกรรมเหล่านี้อีด โดยต่อมาเธอก็โดนเจ้านายสั่งลดความรับผิดชอบของงานของเธอลง

 

Mark Zuckerberg กับ Joel Kaplan ระหว่างการให้การต่อรัฐสภา (source: New York Times)

 

Move Fast and Break the Law

งานท้ายๆของ Sarah Wynn-Williams ที่ Facebook อย่างการดูแลงานด้านนโยบายของธุรกิจในประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ที่ Mark Zuckerberg มุ่งมั่นและทำทุกวิถีทางเพื่อให้ Facebook เข้ามาทำตลาดได้นั้นก็ทำให้เธอต้องตื่นตะลึงกับความไร้ความรับผิดชอบและความผิดกฎหมาย โดยถึงแม้ว่า Facebook จะสร้างรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำจากการลงโฆษณาใน Facebook ของบริษัทจีนที่ต้องการทำการตลาดไปสู่ต่างประเทศ แต่เป้าหมายของ Mark Zuckerberg นั้นก็คือการเปิดบริการ application ของ Facebook ให้กับผู้ใช้งานชาวจีนโดยที่เขาเลือกยอมทำตามทุกคำขอด้านการเซ็นเซอร์และการเข้าถึงข้อมูลผู้ใช้งานของรัฐบาลจีน (ในขณะที่เขากล่าวโทษประธานาธิบดี Barack Obama หลังจากการเปิดโปงการสอดแนมประชาชนของรัฐบาลสหรัฐโดย Edward Snowden) ซึ่ง Mark Zuckerberg ก็ยังยอมแม้กระทั่งแบนบัญชีผู้ใช้งานสายวิจารณ์พรรคคอมมิวนิสต์จีนที่รัฐบาลจีนขอให้แบนถึงแม้จะอยู่นอกประเทศจีนก็ตามและ Facebook เองก็พร้อมให้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาถึงแม้ว่าจะเป็นความจริงก็ตาม มากไปกว่านั้น Facebook ก็ยังทำผิดกฎหมายของจีนอยู่หลากหลายประการ ตั้งแต่ การว่าจ้างพนักงานโดยไม่ผ่านกระบวนการที่ถูกต้อง ไปจนถึง การแอบตั้งบริษัทลูกเพื่อเปิดให้บริการ appplication รองๆของบริษัทในจีนโดยไม่กลัวว่าพนักงานของตัวเองอาจโดนจับติดคุกยาวได้เลย

 

Emotional Targeting

Sarah Wynn-Williams ยังได้คอนเฟิร์มว่า Facebook นั้นมีขีดความสามารถในการเล็งเป้าหมายโฆษณาไปที่สถานะทางอารมณ์ของผู้เยาว์ในวัย 13-19 ปี อาทิ หากผู้ใช้งานวัยรุ่นหญิงลบโพสต์ selfie ของตัวเองก็สามารถส่งโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมความงามไปให้ดูได้ ซึ่งก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า Facebook นั้นมีส่วนอย่างยิ่งต่อปัญหาสุขภาพจิตของเหล่าผู้เยาว์ทั่วโลก แต่กระนั้น Facebook ก็ยืนกรานปฏิเสธถึงกระบวนการเล็งเป้าหมายไปที่เยาวชนที่กำลังอ่อนแอทั้งๆที่มีเอกสารหลุดมามากมาย จนทำให้แม้แต่พนักงานฝ่ายขายใน Facebook ก็ยังบ่นกับผู้เขียนว่าพวกเขานั้นใช้ความสามารถนี้เป็นจุดขายตลอดเวลาและการปฏิเสธจากสำนักงานใหญ่นั้นมีแต่ทำให้ลูกค้าโฆษณางงว่า Facebook นั้นเล็งเป้าได้แม่นยำจริงหรือไม่

 

Myanmar

โศกนาฏกรรมที่แสดงให้เห็นถึงการไร้ซึ่งความรับผิดชอบอย่างร้ายแรงที่สุดของทีมผู้บริหารของ facebook ก็คือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของชาวโรฮิงญาที่มี Facebook เป็นช่องทางในการขับเคลื่อนความเกลียดชังให้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น โดย Sarah Wynn-Williams ก็ได้เริ่มมองเห็นถึงปัญหาตั้งแต่ในปี 2014 ที่ชาวเมียนมาต่างกระโดดเข้าถึงโลกอินเตอร์เน็ตบนโทรศัพท์มือถือโดยมี Facebook เป็น application หลักที่ใช้สื่อสารทั้งๆที่ Facebook เวอร์ชั่นที่คนเมียนมาใช้ส่วนใหญ่นั้นเป็นเวอร์ชั่นที่ไม่สมบูรณ์ที่คนนอกประเทศไม่สามารถอ่านภาษาได้และยังไม่มีปุ่มกดรายงาน content ที่ผิดนโยบาย จนทำให้การโพสต์ Facebook ของแกนนำชาวพุทธที่เต็มไปด้วยข่าวปลอมได้ปลุกระดมม็อบขึ้นมาทำร้ายชาวมุสลิมโรฮิงญาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนอกจากการที่ Facebook จะไม่ยอมแบ่งทรัพยากรมาแก้ปัญหาของ application เวอร์ชั่นเมียนมาแล้ว ทีมจัดการ content ก็จ้างพนักงานที่อ่านภาษาเมียนมาออกเพียงแค่ 2 คนที่ก็ทำงานในประเทศไอร์แลนด์ที่ยังไงก็ไม่สามารถจัดการ content ได้อย่างทันการ (แถม Sarah Wynn-Williams ยังเจอหลักฐานว่าหนึ่งในพนักงานนั้นสนับสนุนการทำลายชาวโรฮิงญาและปล่อยให้โพสต์ฝ่ายนั้นไม่ถูกบล็อก) จนท้ายที่สุด แกนนำฝ่ายทหารก็ได้ทำแคมเปญฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวโรฮิงญาอย่างน่าสยดสยองจน Facebook ถูกประนามอย่างรุนแรง ซึ่งเหตุการณ์จะไม่รุนแรงเท่านี้อย่างแน่นอนหากประเทศเมียนมาไม่มี Facebook อยู่และถึงแม้ว่าโศกนาฏกรรมเหล่านี้จะไม่ได้เกิดจากความตั้งใจของ Mark Zuckerberg หรือผู้บริหารคนไหน แต่การที่พวกเขา “ไม่แคร์” และปล่อยปะละเลยแบบไร้ความรับผิดชอบต่อชะตากรรมของผู้คนในประเทศอันห่างไกลที่ไม่เคยอยู่ในสายตานี้ก็ได้ทำให้ผู้คนเสียชีวิตและอพยพเป็นจำนวนมหาศาล

 

Just Business

เมื่อ Joel Kaplan มีอิทธิพลมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆใน Facebook โดยเฉพาะจากสายสัมพันธ์ของเขากับพรรค Republican ที่ชนะการเลือกตั้งไป พฤติกรรม sexual harassment ทางวาจาของเขาที่มีต่อ Sarah Wynn-Williams ก็ยังคงเกิดขึ้นเรื่อยๆจนท้ายที่สุดเธอก็ได้ทำการฟ้องทีม HR อย่างจริงจัง แต่แทนที่ Facebook ที่ Sheryl Sandberg กล่าวไว้อย่างจริงจังเรื่องการปกป้องสิทธิสตรีในหนังสือ Lean In ของเธอจะทำการอะไรซักอย่างเพื่อช่วยเหลือ อาทิ ยอมให้เธอย้ายแผนก แต่สุดท้าย Sarah Wynn-Williams ก็ถูกไล่ออกอย่างฉับพลันด้วยเหตุผลด้านความประพฤติ ซึ่งเหตุการณ์นี้ก็เป็นเพียงอีกตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าทีมผู้บริหารของ Facebook ที่มีทั้งทรัพยากรและเงินทุนอันมั่งคั่งนั้นกลับเลือกที่จะนิ่งเฉยอย่างไร้ความรับผิดชอบโดยมุ่งแต่ทำธุรกิจโดยไม่เคยสนใจว่าวิธีการทำธุรกิจของพวกเขาสร้างความเสียหายมากขนาดไหน ปิดท้าย Sarah Wynn-Williams ก็ยังได้แสดงความกังวลต่อแนวคิดในการพัฒนา AI แบบ open source ของ Meta ว่า Mark Zuckerberg นั้นจะมีความรับผิดชอบขนาดไหนในการพัฒนาเทคโนโลยีที่มีพลังอำนาจอันมหาศาลขนาดนี้ในเมื่อที่ผ่านมาเขาไม่เคยแคร์ต่อผลกระทบของเทคโนโลยีของตัวเองเลย




<<< ติดตาม [สรุปหนังสือ] เล่มอื่นๆต่อได้ทางนี้เลยครับ [CLICK] >>>

 

<<< ที่สำคัญ อย่าลืมกดไลค์ Panasm’s Facebook Page เพื่อติดตามอัพเดทใหม่ๆของผมนะครับ [CLICK] >>>

 

<<< ปิดท้าย สิ่งที่ผมทำสรุปมานั้นเป็นเพียงแค่เนื้อหาส่วนที่ผมสนใจที่สุดของหนังสือเล่มนี้ สำหรับเพื่อนๆที่ถูกใจสรุปของหนังสือเล่มนี้ อย่าลืมซื้อหนังสือเล่มเต็มและอุดหนุนผู้เขียนกันด้วยนะครับ ขอบคุณที่ติดตามครับผม >>>

 

Be the first to comment

Leave a Reply

Your email address will not be published.


*